March 25, 2026
EPA DHA ปริมาณต่อวัน กินเท่าไหร่ถึงพอ?
ถ้าคุณกินน้ำมันปลาอยู่ทุกวันแต่ไม่แน่ใจว่า EPA DHA ปริมาณต่อวันที่เหมาะสมคือเท่าไหร่ บทความนี้มีคำตอบครบ ตั้งแต่คำแนะนำสำหรับคนทั่วไป ไปจนถึงผู้ที่มีความต้องการพิเศษ เพื่อให้คุณได้รับประโยชน์สูงสุดจากกรดไขมันโอเมก้า 3 ทั้งสองชนิดนี้
EPA และ DHA คืออะไร ทำไมถึงสำคัญ
EPA (Eicosapentaenoic Acid) และ DHA (Docosahexaenoic Acid) เป็นกรดไขมันโอเมก้า 3 สายยาว (Long-chain Omega-3) ที่ร่างกายของเราสังเคราะห์เองได้น้อยมาก จึงต้องได้รับจากอาหารหรืออาหารเสริม นอกจากนี้ยังมีกรดไขมันอีกชนิดที่น่าสนใจคือ DPA ซึ่งเป็นตัวเชื่อมประสานการทำงานระหว่าง EPA และ DHA ให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น
- บทบาทของ EPA: ช่วยลดการอักเสบในร่างกาย, สนับสนุนสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด, ปรับสมดุลอารมณ์ และลดระดับไตรกลีเซอไรด์
- บทบาทของ DHA: เป็นส่วนประกอบหลักของเซลล์สมองและจอประสาทตา, จำเป็นต่อพัฒนาการของทารก และช่วยรักษาความจำในผู้ใหญ่
แม้ว่าร่างกายสามารถเปลี่ยน ALA (จากพืช) เป็น EPA และ DHA ได้ แต่มีประสิทธิภาพต่ำมาก (น้อยกว่า 10%) การเลือกทานโอเมก้า 3 คุณภาพสูงอย่าง KLARITY Omega-3 Norway Daily ที่สกัดจากปลาทะเลน้ำลึกโดยตรง จึงเป็นทางเลือกที่ร่างกายนำไปใช้งานได้ทันที

EPA DHA ปริมาณต่อวัน ควรกินเท่าไหร่?
ปริมาณที่แนะนำแตกต่างกันตามวัตถุประสงค์และสภาวะของแต่ละคน นี่คือแนวทางที่องค์กรด้านสุขภาพชั้นนำทั่วโลกแนะนำ
|
กลุ่มเป้าหมาย |
ปริมาณ EPA+DHA ต่อวัน |
หมายเหตุ |
|
คนทั่วไป (สุขภาพดี) |
250–500 มก. |
WHO / EFSA แนะนำ |
|
ผู้ที่มีความเสี่ยงโรคหัวใจ |
500–1,000 มก. |
AHA แนะนำ |
|
ผู้ป่วยโรคหัวใจ |
1,000 มก. ขึ้นไป |
ต้องปรึกษาแพทย์ |
|
ผู้มีไตรกลีเซอไรด์สูง |
2,000–4,000 มก. |
ต้องอยู่ภายใต้การดูแลแพทย์ |
|
หญิงตั้งครรภ์และให้นม |
200–300 มก. DHA เพิ่มเติม |
เสริมจากที่ได้รับอยู่แล้ว |
|
เด็กอายุ 2–4 ปี |
100–150 มก. |
ตาม EFSA |
|
เด็กอายุ 4–6 ปี |
150–200 มก. |
ตาม EFSA |
|
เด็กอายุ 6–18 ปี |
200–250 มก. |
ตาม EFSA |
|
ผู้สูงอายุ (60+ ปี) |
500–1,000 มก. |
เน้น DHA เพื่อสุขภาพสมอง |
ปริมาณ EPA DHA ต่อวันสำหรับแต่ละกลุ่ม
1. คนทั่วไปที่ต้องการดูแลสุขภาพ
สำหรับผู้ที่มีสุขภาพดีและต้องการบำรุงสุขภาพทั่วไป องค์การอนามัยโลก (WHO) และ European Food Safety Authority (EFSA) แนะนำ EPA + DHA รวมกัน 250–500 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งสามารถได้รับจากการกินปลาทะเลน้ำลึก เช่น แซลมอน ทูน่า หรือแมคเคอเรล สัปดาห์ละ 2 ครั้ง หรือจากอาหารเสริมน้ำมันปลาที่มีคุณภาพ
2. ผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพหัวใจ
American Heart Association (AHA) แนะนำให้ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจได้รับ EPA + DHA 500–1,000 มิลลิกรัมต่อวัน และสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจที่ได้รับการวินิจฉัยแล้ว อาจต้องการปริมาณสูงถึง 1,000 มิลลิกรัมขึ้นไป ซึ่งควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
3. หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร
DHA มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาสมองและดวงตาของทารกในครรภ์ EFSA แนะนำให้หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตรได้รับ DHA เพิ่มเติม 200–300 มิลลิกรัมต่อวัน จากปริมาณ 250 มิลลิกรัมที่คนทั่วไปควรได้รับ ควรเลือกน้ำมันปลาที่ผ่านการกรองสารปรอทและโลหะหนักสำหรับกลุ่มนี้โดยเฉพาะ
4. เด็กและวัยรุ่น
DHA เป็นสารอาหารสำคัญสำหรับพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็ก ปริมาณที่แนะนำตาม EFSA แบ่งตามช่วงอายุดังนี้: เด็กอายุ 2–4 ปีควรได้รับ 100–150 มก./วัน, อายุ 4–6 ปีควรได้รับ 150–200 มก./วัน และอายุ 6–18 ปีควรได้รับ 200–250 มก./วัน
5. ผู้สูงอายุ
เมื่ออายุมากขึ้น ความสามารถในการดูดซึมโอเมก้า 3 ลดลง และ DHA มีความสำคัญมากขึ้นสำหรับสุขภาพสมองและการป้องกันภาวะสมองเสื่อม แนะนำให้ผู้สูงอายุได้รับ EPA + DHA 500–1,000 มิลลิกรัมต่อวัน โดยเน้นสูตรที่มีสัดส่วน DHA สูง
6. ผู้ที่มีไตรกลีเซอไรด์สูง
งานวิจัยพบว่า EPA และ DHA ในขนาด 2,000–4,000 มิลลิกรัมต่อวัน สามารถลดระดับไตรกลีเซอไรด์ได้ 15–30% อย่างไรก็ตาม ปริมาณสูงขนาดนี้ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างเคร่งครัด เนื่องจากอาจมีผลต่อการแข็งตัวของเลือด
EPA กับ DHA ควรกินสัดส่วนอะไร?
ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการกิน
- เน้นสุขภาพสมองและความจำ → เลือกสูตรที่มี DHA สูงกว่า EPA (เช่น DHA:EPA = 2:1)
- เน้นลดการอักเสบและสุขภาพหัวใจ → เลือกสูตรที่มี EPA สูงกว่า หรือเท่ากัน
- สำหรับคนทั่วไป → สัดส่วน EPA:DHA ประมาณ 3:2 ถือว่าสมดุลดี
- หญิงตั้งครรภ์และเด็ก → เน้น DHA เป็นหลัก
อาหารเสริมน้ำมันปลาส่วนใหญ่ในท้องตลาดมีสัดส่วน EPA มากกว่า DHA เล็กน้อย ให้อ่านฉลากเพื่อตรวจสอบปริมาณที่แน่ชัด
วิธีอ่านฉลากน้ำมันปลา ให้ได้ EPA DHA ครบตามที่ต้องการ
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือการดูแค่ "ปริมาณน้ำมันปลาต่อแคปซูล" แทนที่จะดูปริมาณ EPA + DHA จริง ๆ ตัวอย่างเช่น น้ำมันปลา 1,000 มก. อาจมีสารสำคัญรวมกันเพียง 300 มก. เท่านั้น ทำให้หลายคนสงสัยว่า น้ำมันปลากินนานแค่ไหน ถึงจะเห็นผล? คำตอบคือขึ้นอยู่กับความเข้มข้นที่คุณได้รับในแต่ละวันนั่นเอง
เคล็ดลับการเลือก: ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ระบุปริมาณ EPA และ DHA แยกกันอย่างชัดเจน และมีมาตรฐานความบริสุทธิ์รองรับ เพื่อมั่นใจว่าไม่มีสารปนเปื้อน
ยกระดับสุขภาพด้วยมาตรฐานนอร์เวย์จาก KLARITY

หากคุณกำลังมองหาน้ำมันปลาที่ตอบโจทย์ EPA DHA ปริมาณต่อวัน ได้อย่างแม่นยำและปลอดภัย KLARITY Omega-3 Norway Daily คือคำตอบที่เราคัดสรรมาเพื่อคุณ
- ให้ปริมาณ EPA และ DHA ในสัดส่วนที่ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้สูงสุด
- ความบริสุทธิ์ระดับพรีเมียม ส่งตรงจากนอร์เวย์ แหล่งปลาทะเลน้ำลึกที่สะอาดที่สุดในโลก
- คุ้มค่า ออกแบบมาให้ทานง่าย เพียงวันละ 1-2 เม็ดก็ได้รับโอเมก้า 3 เพียงพอตามที่ร่างกายต้องการ
👉 [คลิกเพื่อดูรายละเอียดโปรโมชั่น KLARITY Omega-3 Norway Daily วันนี้]
แหล่งอาหารที่อุดมด้วย EPA และ DHA
วิธีที่ดีที่สุดคือได้รับ EPA และ DHA จากอาหารธรรมชาติก่อน โดยมีแหล่งอาหารหลักดังนี้:
|
อาหาร (100 กรัม) |
EPA + DHA (โดยประมาณ) |
หมายเหตุ |
|
แซลมอนแปซิฟิก |
~2,200 มก. |
แหล่งที่ดีที่สุด |
|
แมคเคอเรล |
~2,000 มก. |
ราคาประหยัด |
|
ซาร์ดีน (กระป๋อง) |
~1,400 มก. |
สะดวก ราคาถูก |
|
ทูน่ากระป๋อง (ในน้ำ) |
~300 มก. |
ลดลงเนื่องจากกระบวนการผลิต |
|
กุ้ง |
~300 มก. |
ต่ำกว่าปลาทะเล |
|
สาหร่าย (algae oil) |
~400–800 มก. |
เหมาะสำหรับมังสวิรัติ |
ปลาทะเลน้ำลึกเป็นแหล่ง EPA และ DHA ที่ดีที่สุด แนะนำให้กินสัปดาห์ละ 2–3 ครั้ง เพื่อให้ได้รับปริมาณที่เพียงพอ
ผลข้างเคียงและข้อควรระวังในการกิน EPA DHA
ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น
- อาการเรอที่มีกลิ่นปลา หรือคลื่นไส้ โดยเฉพาะเมื่อกินขนาดสูง → แก้ไขได้โดยกินพร้อมอาหาร หรือเก็บในตู้เย็น
- ท้องเสียหรือปวดท้อง เมื่อเพิ่งเริ่มกิน
- ในขนาดสูงมาก (>3,000 มก./วัน) อาจทำให้เลือดหยุดไหลช้าขึ้น
กลุ่มที่ควรปรึกษาแพทย์ก่อน
- ผู้ที่ใช้ยาละลายลิ่มเลือด เช่น วาร์ฟาริน แอสไพริน
- ผู้ที่จะเข้ารับการผ่าตัด (ควรหยุดก่อน 1–2 สัปดาห์)
- ผู้ที่แพ้อาหารทะเลหรือปลา
- ผู้ป่วยโรคตับ
ปริมาณสูงสุดที่ปลอดภัย
EFSA และ FDA ระบุว่าการรับ EPA + DHA สูงสุด 5,000 มิลลิกรัมต่อวัน ถือว่าปลอดภัยสำหรับคนทั่วไป อย่างไรก็ตาม ไม่มีความจำเป็นต้องรับในปริมาณสูงขนาดนี้ หากไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์
เวลาที่ดีที่สุดในการกิน EPA DHA
การกิน EPA และ DHA พร้อมกับอาหารที่มีไขมันดี จะช่วยเพิ่มการดูดซึมได้อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากกรดไขมันโอเมก้า 3 ละลายในไขมัน
- กินพร้อมมื้ออาหาร โดยเฉพาะมื้อที่มีไขมันดี เช่น มื้อเที่ยงหรือมื้อเย็น
- หลีกเลี่ยงการกินตอนท้องว่าง เพื่อลดอาการคลื่นไส้
- สามารถแบ่งกินได้หลายมื้อ เช่น เช้า 250 มก. + เย็น 250 มก. แทนการกินครั้งเดียว 500 มก.
- เก็บน้ำมันปลาในที่มืด เย็น หรือในตู้เย็น เพื่อป้องกันการออกซิเดชัน
น้ำมันปลา vs น้ำมันคริลล์ vs น้ำมันสาหร่าย ต่างกันอย่างไร?
|
คุณสมบัติ |
น้ำมันสาหร่าย |
||
|
แหล่งที่มา |
ปลาทะเล |
กุ้งขนาดเล็ก |
สาหร่ายทะเล |
|
การดูดซึม |
ดี |
ดีมาก (ฟอสโฟลิปิด) |
ดี |
|
ราคา |
ประหยัด |
แพงกว่า 2–3 เท่า |
ปานกลาง–แพง |
|
เหมาะสำหรับ |
คนทั่วไป |
ผู้ที่ต้องการดูดซึมสูง |
มังสวิรัติ/วีแกน |
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ EPA DHA ปริมาณต่อวัน
Q: กิน EPA DHA มากเกินไปจะเป็นอย่างไร?
A: ในปริมาณปกติ (ไม่เกิน 3,000 มก./วัน) มักไม่มีผลข้างเคียงร้ายแรง แต่การกินมากเกิน 5,000 มก./วัน เป็นเวลานานอาจเพิ่มความเสี่ยงเลือดออกได้ง่ายขึ้น ควรไม่เกินปริมาณสูงสุดที่แนะนำโดยไม่มีคำแนะนำจากแพทย์
Q: กินน้ำมันปลาทุกวันดีไหม?
A: ดีมาก หากกินในปริมาณที่เหมาะสม การกินสม่ำเสมอทุกวันให้ผลดีกว่าการกินเป็นครั้งคราว เพราะร่างกายต้องการ EPA และ DHA อย่างต่อเนื่อง
Q: เด็กเล็กกินน้ำมันปลาได้ไหม?
A: ได้ DHA มีความสำคัญมากต่อพัฒนาการสมองของเด็ก ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาสำหรับเด็กโดยเฉพาะ และปรึกษากุมารแพทย์ถึงปริมาณที่เหมาะสมกับอายุ
สรุป: EPA DHA ปริมาณต่อวันที่เหมาะสม
การได้รับ EPA และ DHA ในปริมาณที่เหมาะสมทุกวันเป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพระยะยาวที่คุ้มค่า โดยสรุปคือ
- คนทั่วไป 250–500 มก./วัน
- ผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพหัวใจ 500–1,000 มก./วัน
- หญิงตั้งครรภ์ เสริม DHA 200–300 มก./วัน
- ผู้สูงอายุ 500–1,000 มก./วัน เน้น DHA
- ผู้ป่วยที่ต้องการปริมาณสูง ต้องปรึกษาแพทย์
ที่สำคัญคือการอ่านฉลากให้ถูกต้อง ดูที่ปริมาณ EPA + DHA ที่แท้จริง ไม่ใช่ปริมาณน้ำมันปลาทั้งหมด และเลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานความบริสุทธิ์จากองค์กรที่น่าเชื่อถือ