September 26, 2026
DHA มีประโยชน์อะไร? 7 เหตุผลที่ DHA สำคัญต่อสมองและสายตา
คนวัยทำงานที่ต้องใช้สมองอยู่กับคอมพิวเตอร์ ประชุมผ่านหน้าจอ ตอบแชต และทำงานบนโทรศัพท์แทบตลอดวัน หนึ่งในสารอาหารที่ถูกพูดถึงมากขึ้นในเรื่องสุขภาพสมองและสายตาคือ DHA หรือ Docosahexaenoic Acid ซึ่งเป็นกรดไขมันโอเมก้า 3 ชนิดหนึ่งที่พบในปริมาณสูงบริเวณสมองและจอประสาทตา
แต่คำถามคือ DHA มีประโยชน์อะไร? และการกิน DHA จะช่วยเรื่องความจำ สายตา หรือสุขภาพโดยรวมได้อย่างไร? บทความนี้ KLARITY จะพาไปรู้จัก DHA ประโยชน์ แบบเข้าใจง่าย พร้อมคำแนะนำในการได้รับ DHA จากอาหารและการเลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารให้เหมาะกับการใช้ชีวิตของคนไทยในปัจจุบัน
Key Takeaway
DHA เป็นกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของเซลล์ โดยเฉพาะบริเวณสมองและจอประสาทตา การได้รับ DHA อย่างเหมาะสม จึงมีความสำคัญต่อโภชนาการและการดูแลสุขภาพในระยะยาว แต่ไม่ควรมองว่า DHA เป็นสารอาหารที่ทดแทนการนอน การออกกำลังกาย หรือการดูแลสุขภาพด้านอื่นได้
DHA คืออะไร?
DHA (Docosahexaenoic Acid) คือกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนชนิดหนึ่งในกลุ่ม โอเมก้า 3 เช่นเดียวกับ EPA DHA พบได้ตามธรรมชาติในปลาทะเลและอาหารทะเล โดยเฉพาะปลาที่มีไขมันสูง เช่น ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน และปลาแมคเคอเรล นอกจากนี้ยังเป็นกรดไขมันที่พบในเนื้อเยื่อบางส่วนของร่างกายในระดับสูง โดยเฉพาะสมองและจอประสาทตา
เหตุผลที่ DHA ได้รับความสนใจมากขึ้นในช่วงหลังจึงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะในชีวิตประจำวันของคนยุคนี้ เราใช้สมองและสายตากับหน้าจอมากขึ้น ทั้งการทำงาน การเรียน การเดินทาง ไปจนถึงความบันเทิง อย่างไรก็ตาม การที่ DHA เป็นส่วนประกอบสำคัญของสมองไม่ได้หมายความว่า “กิน DHA แล้วความจำจะดีขึ้นทันที” แต่ควรมองว่า DHA เป็นหนึ่งในสารอาหารที่ร่างกายต้องใช้เพื่อสนับสนุนโครงสร้างและการทำงานของเซลล์
DHA มีประโยชน์อะไร? 7 ประโยชน์ที่ควรรู้

1. DHA เป็นส่วนประกอบสำคัญของสมอง
ถ้าถามว่า DHA ประโยชน์ ข้อแรกที่คนส่วนใหญ่นึกถึงคือเรื่องสมอง และก็มีเหตุผลรองรับ เพราะ DHA เป็นกรดไขมันที่พบในสมองในปริมาณสูง และเป็นส่วนหนึ่งของเยื่อหุ้มเซลล์ประสาท เยื่อหุ้มเซลล์มีความสำคัญต่อการทำงานของเซลล์และการสื่อสารระหว่างเซลล์ประสาท ดังนั้น DHA จึงมีบทบาทในระดับโครงสร้างของระบบประสาท
สำหรับคนไทยวัยทำงานที่ต้องสลับงานหลายอย่างในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นการประชุม อ่านข้อมูล ทำงานหน้าจอ หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ การดูแลสมองจึงควรมองเป็นภาพรวม ตั้งแต่การนอนให้เพียงพอ การออกกำลังกาย การจัดการความเครียด และการได้รับสารอาหารที่เหมาะสม
DHA จึงไม่ใช่ “ตัวช่วยเพิ่มความจำแบบทันที” แต่เป็นสารอาหารที่มีความสำคัญต่อสุขภาพสมองในภาพรวม
2. DHA มีบทบาทต่อระบบประสาท
นอกจากเป็นองค์ประกอบของสมองแล้ว DHA ยังเกี่ยวข้องกับเยื่อหุ้มเซลล์ประสาทและกระบวนการสื่อสารของเซลล์ จึงไม่น่าแปลกที่ DHA จะถูกพูดถึงในบริบทของ Brain Health มากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่คนเริ่มหันมาสนใจการดูแลสุขภาพก่อนที่จะเกิดปัญหา
แนวคิดนี้สอดคล้องกับเทรนด์สุขภาพในปัจจุบันที่เปลี่ยนจากการ “รอป่วยแล้วรักษา” มาเป็นการดูแลตัวเองตั้งแต่เนิ่น ๆ ทั้งเรื่องอาหาร การออกกำลังกาย การนอน และการตรวจสุขภาพ WHO ก็เน้นว่ารูปแบบอาหารที่ดีควรมีความหลากหลาย สมดุล พอดี และเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ไม่ใช่พึ่งสารอาหารหรือผลิตภัณฑ์ใดผลิตภัณฑ์หนึ่งเพียงอย่างเดียว
3. DHA สำคัญต่อจอประสาทตาและการมองเห็น
อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ DHA กับสุขภาพดวงตา ถูกพูดถึงควบคู่กันอยู่เสมอ คือ DHA พบในปริมาณสูงบริเวณจอประสาทตา ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของดวงตาที่ทำหน้าที่รับแสงและส่งข้อมูลไปยังสมอง เรื่องนี้ยิ่งน่าสนใจเมื่อมองกลับมาที่ชีวิตประจำวันของคนไทย เพราะหน้าจอเข้ามาอยู่แทบทุกกิจกรรม ตั้งแต่โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ ไปจนถึงแท็บเล็ต
ข้อมูลจากกรมการแพทย์ที่เผยแพร่ผ่าน สสส. ในปี 2568 ระบุว่าการใช้หน้าจอเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในเด็ก อาจสัมพันธ์กับอาการอย่างปวดตา ตาแห้ง เคืองตา ตามัว และปัญหาสายตาบางประเภท พร้อมแนะนำให้พักสายตาและเพิ่มกิจกรรมกลางแจ้ง
แต่ต้องเข้าใจให้ชัดว่า DHA ไม่ได้ป้องกันอาการล้าจากหน้าจอโดยตรง การดูแลดวงตายังคงต้องเริ่มจากพฤติกรรม เช่น พักสายตา ปรับแสงหน้าจอ และตรวจสายตาเมื่อมีอาการผิดปกติ DHA เป็นเพียงหนึ่งในสารอาหารที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างของจอประสาทตาเท่านั้น
4. DHA มีความสำคัญต่อพัฒนาการของสมองและดวงตา
DHA มีบทบาทสำคัญในช่วงที่สมองและระบบการมองเห็นกำลังพัฒนา โดยเฉพาะในช่วงตั้งครรภ์และวัยเด็กด้วยเหตุนี้ DHA จึงเป็นสารอาหารที่ได้รับความสนใจในโภชนาการของหญิงตั้งครรภ์ โดยควรได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอจากอาหารที่หลากหลาย และเลือกแหล่งอาหารที่เหมาะสม
สำหรับหญิงตั้งครรภ์หรือผู้ที่กำลังวางแผนมีบุตร การเลือกผลิตภัณฑ์เสริม DHA ไม่ควรดูแค่ปริมาณ DHA สูงที่สุด แต่ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการเพื่อให้เหมาะกับภาวะสุขภาพและอาหารที่รับประทานอยู่
5. DHA เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างเยื่อหุ้มเซลล์
DHA ไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะกับสมองและดวงตาเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของเยื่อหุ้มเซลล์ในร่างกาย เยื่อหุ้มเซลล์มีบทบาทในการควบคุมการแลกเปลี่ยนสารและการสื่อสารระหว่างเซลล์ ดังนั้นการได้รับกรดไขมันโอเมก้า 3 อย่างเหมาะสมจึงเป็นส่วนหนึ่งของโภชนาการโดยรวม
จุดนี้สะท้อนให้เห็นว่าเวลาพูดถึง DHA เราไม่ควรจำกัดความหมายไว้แค่คำว่า “อาหารเสริมบำรุงสมอง” เพราะจริง ๆ แล้ว DHA เป็นสารอาหารที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างของเซลล์และระบบต่าง ๆ ในร่างกาย
6. DHA และ EPA เกี่ยวข้องกับสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด
เมื่อพูดถึงโอเมก้า 3 สิ่งที่ควรรู้คือ DHA และ EPA มีบทบาทแตกต่างกัน แต่ทำงานอยู่ในกลุ่มสารอาหารเดียวกัน สำหรับ EPA นั้นมีงานศึกษาจำนวนมากเกี่ยวกับสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด ขณะที่ DHA มีบทบาทเด่นในด้านโครงสร้างของสมองและจอประสาทตา
EPA และ DHA ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับการลดระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด (โดยทั่วไปต้องได้รับในปริมาณสูงกว่าที่พบในอาหารเสริมทั่วไป) อีกทั้งผลลัพธ์ของการเสริมโอเมก้า 3 ขึ้นอยู่กับปริมาณและบริบทสุขภาพของแต่ละคน หากต้องการทำความเข้าใจ EPA ให้ละเอียดขึ้น สามารถอ่านต่อที่บทความ EPA คืออะไร
ส่วนคนที่อยากรู้ว่าร่างกายมีโอเมก้า 3 อยู่ในระดับใด สามารถทำความรู้จักกับ Omega-3 Index ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแนวคิดที่ใช้ประเมินระดับ EPA และ DHA ในเซลล์เม็ดเลือดแดง
7. DHA เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพระยะยาว
สิ่งที่สำคัญกว่าการถามว่า “DHA ดีไหม” คือการถามว่า ในแต่ละวันเราได้รับ DHA จากอาหารเพียงพอหรือไม่ ในชีวิตจริง หลายคนไม่ได้กินปลาเป็นประจำ บางคนกินอาหารตามสั่งหรือเดลิเวอรีเป็นหลัก ขณะที่บางคนทำงานหนักจนไม่มีเวลาวางแผนมื้ออาหาร
WHO ระบุว่ารูปแบบการใช้ชีวิตและการเปลี่ยนแปลงของสังคมมีส่วนทำให้คนหันไปบริโภคอาหารแปรรูป Ultra Processed Food มากขึ้น ซึ่งอาหารที่มีน้ำตาล ไขมันที่ไม่ดีต่อสุขภาพ หรือโซเดียมสูงควรจำกัด ดังนั้นการเพิ่มอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ เช่น ปลา ผัก ผลไม้ ถั่ว และธัญพืช จึงมีความสำคัญมากกว่าการเลือกอาหารเสริมเพียงอย่างเดียว
DHA กับ EPA ต่างกันอย่างไร?
DHA และ EPA เป็นโอเมก้า 3 เหมือนกัน แต่มีบทบาทที่แตกต่างกัน
| เปรียบเทียบ | DHA | EPA |
|---|---|---|
| ชื่อเต็ม | Docosahexaenoic Acid | Eicosapentaenoic Acid |
| กลุ่มสารอาหาร | Omega-3 | Omega-3 |
| พบมากใน | สมองและจอประสาทตา | เลือดและเนื้อเยื่อต่าง ๆ |
| บทบาทที่ได้รับความสนใจ | สมอง ระบบประสาท และการมองเห็น | หัวใจ หลอดเลือด และกระบวนการอักเสบ |
| แหล่งอาหาร | ปลาทะเลและอาหารทะเล | ปลาทะเลและอาหารทะเล |
ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องมองว่า DHA หรือ EPA ตัวไหนดีกว่ากัน เพราะทั้งสองชนิดมีบทบาทที่แตกต่างกัน
อยากทำความเข้าใจเรื่อง DHA โดยเฉพาะ?
อ่านเพิ่มเติม: DHA คืออะไร →DHA พบในอาหารอะไรบ้าง?
สำหรับคนทั่วไป วิธีที่ง่ายที่สุดในการได้รับ DHA คือการรับประทานปลาและอาหารทะเลที่เป็นแหล่งของโอเมก้า 3 ตัวอย่างอาหารที่มี DHA ได้แก่
- ปลาแซลมอน
- ปลาซาร์ดีน
- ปลาแมคเคอเรล
- ปลาเฮอร์ริง
- ปลาทะเลบางชนิด
- อาหารทะเลบางประเภท
ปลาไม่ได้ให้แค่ DHA หรือ EPA เท่านั้น แต่ยังมีโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุอีกหลายชนิด FAO และ WHO ระบุว่าการบริโภคปลามีประโยชน์ต่อสุขภาพในหลายช่วงวัย แต่ประโยชน์และความเสี่ยงขึ้นอยู่กับชนิดของปลา ปริมาณที่รับประทาน และภาพรวมของอาหารด้วย
สำหรับคนไทยที่ไม่ค่อยได้กินปลา การเริ่มจากเมนูง่าย ๆ เช่น ปลาย่าง ต้มปลา หรือปลานึ่ง แทนเมนูทอดก็เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยให้มื้ออาหารมีความหลากหลายมากขึ้น
ถ้าจะเลือกอาหารเสริม DHA ควรดูอะไร?
หากในชีวิตประจำวันไม่ค่อยได้กินปลาและกำลังมองหาอาหารเสริมโอเมก้า 3 สิ่งแรกที่ควรดูคือ ปริมาณ DHA และ EPA จริงต่อหนึ่งหน่วยบริโภค
เพราะคำว่า “น้ำมันปลา 1,000 mg” ไม่ได้หมายความว่ามี DHA 1,000 mg เช่นกัน ควรดูฉลากว่าในหนึ่งแคปซูลมี DHA และ EPA อยู่เท่าไร
- ดูปริมาณ DHA และ EPA เลือกจากปริมาณสารสำคัญจริง ไม่ใช่ดูเฉพาะปริมาณน้ำมันปลารวม
- ดูรูปแบบของโอเมก้า 3 รูปแบบของโอเมก้า 3 มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดูดซึมและการนำไปใช้ในร่างกาย หากอยากเข้าใจเรื่องนี้เพิ่มเติม สามารถอ่านบทความ Bioavailability ได้
- ดูแหล่งที่มาและคุณภาพของวัตถุดิบ หากตั้งใจรับประทานเป็นประจำ ควรให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของน้ำมันปลา กระบวนการผลิต และการตรวจสอบคุณภาพ
การตรวจสอบจากห้องปฏิบัติการอิสระก็เป็นอีกหนึ่งข้อมูลที่ใช้ประกอบการพิจารณา สามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Eurofins และบทบาทในการตรวจวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ได้
น้ำมันปลา KLARITY มี DHA สำหรับการดูแลโอเมก้า 3 ในทุกวัน
สำหรับคนที่ต้องการเพิ่มโอเมก้า 3 ในชีวิตประจำวัน KLARITY มีผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาให้เลือกตามไลฟ์สไตล์และความต้องการที่แตกต่างกัน

KLARITY Omega-3 Norway Daily
เป็นสูตรสำหรับการดูแลโอเมก้า 3 ในชีวิตประจำวัน โดยมีทั้ง DHA และ EPA จากน้ำมันปลาจากนอร์เวย์ เหมาะกับคนที่ต้องการเติมโอเมก้า 3 ให้เป็นส่วนหนึ่งของ routine ในแต่ละวัน
สารอาหารสำคัญในสูตร
- DHA เป็นกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่พบในปริมาณสูงในสมองและจอประสาทตา จึงมีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างของเซลล์ประสาทและการมองเห็น
- EPA โอเมก้า 3 ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงกระบวนการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบในร่างกาย
จึงเหมาะกับคนที่ต้องการ เติม DHA และ EPA เป็นประจำ โดยเฉพาะคนวัยทำงานที่ไม่ค่อยมีเวลาวางแผนมื้ออาหาร หรือรับประทานปลาทะเลที่มีไขมันเป็นประจำน้อย
KLARITY Omega-3 Norway Ultra + Astaxanthin
สำหรับคนที่ต้องการมากกว่าโอเมก้า 3 เพียงอย่างเดียว KLARITY Omega-3 Norway Ultra + Astaxanthin เป็นอีกทางเลือกที่รวม DHA และ EPA เข้ากับ Astaxanthin ซึ่งเป็นสารสีแดงในกลุ่มแคโรทีนอยด์ที่มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ
สารอาหารสำคัญในสูตร
- DHA มีความสำคัญต่อโครงสร้างของสมอง ระบบประสาท และจอประสาทตา
- EPA เกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือด และกระบวนการอักเสบของร่างกาย
- Astaxanthin สารต้านอนุมูลอิสระในกลุ่มแคโรทีนอยด์ที่ได้รับความสนใจในเรื่องการช่วยรับมือกับอนุมูลอิสระและภาวะออกซิเดชัน
สูตรนี้จึงเหมาะกับคนที่ต้องการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม โดยเฉพาะผู้ที่มองหา โอเมก้า 3 พร้อมสารต้านอนุมูลอิสระ ในผลิตภัณฑ์เดียว

เลือก KLARITY สูตรไหนดี?
หากกำลังตัดสินใจระหว่างสองสูตร สามารถดูความแตกต่างแบบง่าย ๆ ได้ดังนี้
| คุณสมบัติ | KLARITY Omega-3 Norway Daily | KLARITY Omega-3 Norway Ultra + Astaxanthin |
|---|---|---|
| DHA | ✓ | ✓ |
| EPA | ✓ | ✓ |
| Astaxanthin | – | ✓ |
| เหมาะสำหรับ | ดูแลโอเมก้า 3 ในชีวิตประจำวัน | ดูแลโอเมก้า 3 พร้อมเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระ |
| เหมาะกับ | คนที่ต้องการ DHA + EPA เป็นประจำ | คนที่ต้องการ DHA + EPA + Astaxanthin |
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารควรใช้เพื่อเสริมจากอาหาร ไม่ใช่ใช้แทนอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ และผู้ที่มีโรคประจำตัว รับประทานยาละลายลิ่มเลือด หรืออยู่ในช่วงตั้งครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร ก่อนเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
สรุป DHA มีประโยชน์อะไร?
หากสรุป DHA ประโยชน์ แบบเข้าใจง่าย DHA คือกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่มีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างและการทำงานของเซลล์ โดยเฉพาะ สมอง ระบบประสาท และจอประสาทตา แต่การดูแลสุขภาพในปี 2026 ไม่ควรมองสารอาหารเพียงตัวเดียวแบบแยกส่วน เพราะปัจจัยอย่างการนอน การออกกำลังกาย การใช้หน้าจอ และพฤติกรรมการกิน ล้วนมีผลต่อสุขภาพในระยะยาว
สำหรับคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับหน้าจอ ทำงานหนัก และมีเวลาจำกัดในการเตรียมอาหาร การเริ่มต้นจากเรื่องง่าย ๆ อย่างเพิ่มปลาในมื้ออาหาร กินอาหารให้หลากหลาย พักสายตา ขยับร่างกาย และนอนให้เพียงพอ ถือเป็นพื้นฐานที่สำคัญ ส่วนใครที่รับประทานปลาไม่เพียงพอและต้องการเสริม DHA หรือโอเมก้า 3 อาหารเสริมจาก KLARITY ก็สามารถเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกได้
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- World Health Organization (WHO). Healthy Diet, 2026.
- WHO Thailand. Healthy canteen, smart eating: Thailand’s road to healthy lives, 2025.
- WHO/FAO. Joint Expert Consultation on the Risks and Benefits of Fish Consumption.
- สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และข้อมูลจากกรมการแพทย์ เรื่องการใช้หน้าจอกับสุขภาพดวงตา.
- สสส. ข้อมูลสุขภาวะคนวัยทำงานไทย.