August 16, 2025

ไขข้อสงสัย โอเมก้า 3 ลดไตรกลีเซอไรด์ และบำรุงหัวใจได้จริงหรือ?

ลดไตรกลีเซอไรด์ด้วยโอเมก้า 3

เคยสงสัยไหมว่าทำไมใคร ๆ ก็พูดถึงแต่ โอเมก้า 3 ไม่ว่าจะเป็นในวงสนทนาเรื่องสุขภาพ หรือบนโลกออนไลน์? สารอาหารมหัศจรรย์ตัวนี้มีดีอย่างไรกันแน่ โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการลดไตรกลีเซอไรด์ และการดูแลสุขภาพหัวใจ ซึ่งเป็นปัญหาใกล้ตัวที่คนไทยหลายคนกำลังเผชิญอยู่

ในบทความนี้ เราจะมาเจาะลึกทุกคำถามคาใจ ไขความลับของโอเมก้า 3 ไปพร้อมๆ กัน ว่ามันทำงานอย่างไร ทำไมถึงสำคัญและจะเลือกผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดเพื่อดูแลตัวเองได้อย่างไรบ้าง

ไตรกลีเซอไรด์คืออะไร? ทำไมต้องกังวลเรื่องนี้?

ไตรกลีเซอไรด์คืออะไร

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับ ไตรกลีเซอไรด์ กันก่อน Triglyceride คือไขมันชนิดหนึ่งที่ร่างกายสร้างขึ้นจากอาหารที่เรากินเข้าไป โดยเฉพาะพวกแป้งและน้ำตาลที่เรากินเกินพอดี เจ้าไตรกลีเซอไรด์จะถูกนำไปเก็บไว้ในเซลล์ไขมัน เพื่อใช้เป็นพลังงานสำรองในยามที่จำเป็น

ฟังดูไม่น่ามีปัญหาใช่ไหม? แต่ถ้ามีมากเกินไปนี่สิเรื่องใหญ่! เมื่อระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงขึ้นเรื่อย ๆ มันจะกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้หลอดเลือดแข็งตัวและตีบตันได้ง่ายขึ้น และนี่คือจุดเริ่มต้นของโรคร้ายแรงอย่าง โรคหัวใจขาดเลือด และ โรคหลอดเลือดสมอง ที่เราเห็นข่าวอยู่บ่อย ๆ นั่นเอง

โอเมก้า 3 ตัวช่วยสำคัญในการลดไตรกลีเซอไรด์

มาถึงพระเอกของเรากันบ้าง โอเมก้า 3 คือกรดไขมันจำเป็นที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ ต้องได้รับจากการกินอาหารเท่านั้น ซึ่งประกอบไปด้วยกรดไขมันหลัก 3 ชนิด ได้แก่

โอเมก้า 3
  • ALA (Alpha-Linolenic Acid) พบมากในพืช เช่น เมล็ดแฟลกซ์ วอลนัท
  • EPA (Eicosapentaenoic Acid) พบมากในปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า
  • DHA (Docosahexaenoic Acid) พบมากในปลาทะเลน้ำลึก และสาหร่ายบางชนิด

โอเมก้า 3 ช่วยลดไตรกลีเซอไรด์ได้อย่างไร? 

กลไกการทำงานของมันนั้นน่าทึ่งมาก เมื่อเราได้รับ EPA และ DHA เข้าไปในร่างกาย มันจะเข้าไปยับยั้งการสร้างไตรกลีเซอไรด์ในตับโดยตรง และยังช่วยเพิ่มการสลายไขมันตัวนี้ให้ลดลงอีกด้วย นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมโอเมก้า 3 ถึงเป็นที่ยอมรับในวงการแพทย์ทั่วโลกว่ามีส่วนช่วย ลดไตรกลีเซอไรด์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ โอเมก้า 3 ยังช่วยลดการอักเสบในร่างกาย ลดการจับตัวกันของเกล็ดเลือด และช่วยให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลดีต่อสุขภาพหัวใจในระยะยาวทั้งสิ้น

บำรุงหัวใจให้แข็งแรง ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด

การดูแลหัวใจไม่ใช่แค่การลดความเสี่ยง แต่คือการบำรุงให้หัวใจแข็งแรงพร้อมใช้งานไปอีกนาน ๆ โอเมก้า 3 เข้ามามีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้ ด้วยคุณสมบัติที่หลากหลาย

  • ช่วยควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจ: มีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่าโอเมก้า 3 ช่วยให้หัวใจเต้นเป็นจังหวะปกติมากขึ้น ลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
  • ลดความดันโลหิต: การบริโภคโอเมก้า 3 อย่างสม่ำเสมอ สามารถช่วยลดความดันโลหิตสูงได้เล็กน้อย ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคหัวใจและหลอดเลือด
  • ลดการอักเสบของหลอดเลือด: การอักเสบภายในหลอดเลือดคือต้นเหตุของการเกิดคราบพลัค (Plaque) ที่ทำให้หลอดเลือดตีบตัน โอเมก้า 3 จะช่วยลดการอักเสบนี้ ทำให้หลอดเลือดสะอาดและทำงานได้ดีขึ้น

จะเห็นได้ว่าโอเมก้า 3 ไม่ได้แค่ช่วย ลดไตรกลีเซอไรด์ เท่านั้น แต่ยังเป็นสารอาหารที่ครอบคลุมการบำรุงหัวใจในทุกๆ มิติอีกด้วย

อยากกินโอเมก้า 3 ต้องเลือกยังไงให้ได้ของดี?

เมื่อรู้แล้วว่าโอเมก้า 3 มีประโยชน์ขนาดนี้ หลายคนก็คงอยากจะหามารับประทานบ้าง แต่ในท้องตลาดก็มีผลิตภัณฑ์มากมายจนเลือกไม่ถูกใช่ไหม? ซึ่งแนวทางในการเลือกน้ำมันปลาเพื่อลดไตรกลีเซอไรด์ให้ได้ผลต้องคำนึงถึงปริมาณและคุณภาพของน้ำมันปล ดังนี้

ปริมาณที่แนะนำต่อวัน

หลายองค์กรด้านสุขภาพได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับปริมาณโอเมก้า 3 (EPA+DHA) ที่ควรได้รับต่อวันไว้ดังนี้

  • สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (US FDA) แนะนำให้บริโภคได้ถึง 3 กรัมต่อวัน (แต่ไม่ควรเกิน 2 กรัมจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร)
  • สถาบันสุขภาพแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (NIH) แนะนำให้บริโภค 1.1-1.6 กรัมต่อวัน
  • สมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา (AHA) แนะนำให้บริโภค 250-2,000 มิลลิกรัมต่อวัน

สิ่งสำคัญที่ควรพิจารณาในการเลือกซื้อโอเมก้า 3 

  • ปริมาณ EPA และ DHA ดูที่ฉลากว่ามีปริมาณ EPA และ DHA รวมกันเท่าไหร่ ยิ่งมีปริมาณมากก็ยิ่งดี
  • แหล่งที่มาและความบริสุทธิ์ เลือกผลิตภัณฑ์ที่มาจากแหล่งปลาทะเลน้ำลึกจากธรรมชาติ และผ่านกระบวนการสกัดที่ทันสมัย เพื่อให้ได้โอเมก้า 3 ที่บริสุทธิ์ ปราศจากสารปนเปื้อน เช่น โลหะหนัก หรือสารปรอท ซึ่งสำคัญมากต่อความปลอดภัย
  • ความคงตัวของน้ำมัน โอเมก้า 3 สามารถถูกออกซิไดซ์ได้ง่าย ทำให้ประสิทธิภาพลดลง ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) เช่น แอสตาแซนธิน (Astaxanthin) หรือวิตามิน E มาช่วยคงความสดใหม่ของน้ำมัน
  • รูปแบบของน้ำมันปลา ควรเลือกน้ำมันปลาที่อยู่ในรูปแบบ ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride Form - TG) ซึ่งเป็นโครงสร้างทางธรรมชาติที่ร่างกายสามารถดูดซึมและนำไปใช้ได้ดีกว่ารูปแบบสังเคราะห์อื่น ๆ ทำให้ได้รับประโยชน์สูงสุด

KLARITY ทางเลือกที่เหนือกว่าเพื่อสุขภาพหัวใจที่ดี

สำหรับใครที่กำลังมองหาโอเมก้า 3 คุณภาพสูงจากธรรมชาติ เราขอแนะนำ KLARITY Omega-3 Norway Daily และ KLARITY Omega-3 Norway Ultra + Astaxanthin ที่ตอบโจทย์การดูแลสุขภาพอย่างแท้จริง

KLARITY Omega-3 Norway Daily

เหมาะสำหรับคนที่ต้องการดูแลสุขภาพโดยรวมในชีวิตประจำวัน ด้วยปริมาณ EPA และ DHA ที่พอเหมาะ ทำให้คุณสามารถดูแลหัวใจและสมองได้ง่าย ๆ ทุกวัน

KLARITY Omega-3 Norway Daily

🛒Shopee https://bit.ly/4kNtrCZ
🛒LAZADA: https://bit.ly/3XNNO99

KLARITY Omega-3 Norway Ultra + Astaxanthin

สำหรับใครที่ต้องการดูแลสุขภาพเชิงลึก หรือมีระดับไตรกลีเซอไรด์สูง ตัวนี้คือคำตอบที่ใช่! เพราะเป็นสูตรเข้มข้นพิเศษ มีปริมาณ EPA และ DHA สูง นอกจากนี้ ยังเพิ่ม Astaxanthin ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงพลังจากสาหร่ายสีแดง ทำให้คุณมั่นใจได้ว่าน้ำมันปลาที่ได้รับนั้นสดใหม่ ไม่เหม็นหืน และมีประสิทธิภาพสูงสุดในการดูแลสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด

KLARITY Omega-3 Norway Ultra + Astaxanthin

🛒Shopee: https://bit.ly/4kNtrCZ
🛒LAZADA: https://bit.ly/3XNNO99

ผลิตภัณฑ์ทั้งสองตัวนี้ผลิตจากวัตถุดิบคุณภาพดีจากประเทศนอร์เวย์ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันปลาชั้นนำระดับโลก และผ่านการรับรองมาตรฐานสากล จึงมั่นใจได้ในคุณภาพและความปลอดภัย

การดูแลสุขภาพที่ดีคือรากฐานสำคัญของชีวิตที่มีความสุข การเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ คือสิ่งที่เราทุกคนควรทำ แต่ในบางครั้งการเสริมด้วยสารอาหารดี ๆ อย่าง โอเมก้า 3 ก็เหมือนการมีผู้ช่วยพิเศษที่ทำให้การดูแลสุขภาพของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้น

จำไว้ว่า การลดไตรกลีเซอไรด์ และการบำรุงหัวใจไม่ใช่เรื่องที่ต้องทำเมื่อป่วย แต่คือการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดโรคร้ายแรงในอนาคต หากคุณกำลังมองหาตัวช่วยที่ดีที่สุดเพื่อสุขภาพหัวใจที่แข็งแรง ก็ลองพิจารณา KLARITY  เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจแก่ผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพ

 

Article by

klarity asia