February 18, 2026
ปวดหัว ปวดเบ้าตา ปวดขมับ อาการยอดฮิตที่บั่นทอนคุณภาพชีวิต
ในยุคที่ชีวิตเต็มไปด้วยความเร่งรีบและการจ้องหน้าจอเป็นเวลานาน หลายคนมักมองข้ามอาการ ปวดหัว ปวดเบ้าตา หรือปวดขมับ โดยคิดว่าเป็นเพียงความเหนื่อยล้าชั่วคราว แต่รู้หรือไม่ว่าอาการเหล่านี้อาจเป็น "สัญญาณเตือน" จากระบบประสาทและสมองว่าร่างกายกำลังทำงานหนักเกินไป หรืออาจมีภาวะอักเสบซ่อนอยู่ภายใน
บทความนี้ KLARITY จะพาคุณไปเจาะลึกถึงสาเหตุที่แท้จริงของอาการเหล่านี้ พร้อมแนวทางการปรับพฤติกรรม และการเลือกสารอาหารเสริมสร้างความแข็งแรงให้ระบบประสาทจากภายใน
เช็กอาการ! คุณปวดแบบไหน?
อาการปวดบริเวณศีรษะสามารถจำแนกสาเหตุเบื้องต้นได้จาก "ตำแหน่ง" และ "ลักษณะ" ของการปวด ดังนี้
ปวดขมับ (Temple Pain)
มักสัมพันธ์กับ ความเครียด หรือการขบฟันโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกจะเหมือนมีผ้ามาพันรัดศีรษะไว้แน่น ๆ บางครั้งอาจลามไปถึงการปวดท้ายทอยและบ่าไหล่
ปวดเบ้าตา (Eye Socket Pain)
สาเหตุหลักมักมาจาก Computer Vision Syndrome หรือ การใช้สายตาหนักเกินไป แต่หากมีอาการปวดตุ้บ ๆ ร่วมด้วย อาจเป็นสัญญาณของไมเกรน (Migraine) หรือภาวะความดันในลูกตาสูง
ปวดหัวข้างเดียวร่วมกับปวดกระบอกตา
ลักษณะนี้มักเป็นกลุ่มอาการ Cluster Headache ซึ่งจะปวดรุนแรงเป็นชุด ๆ มักมีอาการตาแดงหรือน้ำตาไหลร่วมด้วย
อ่านบทความสุขภาพที่ควรรู้! ปวดหัวข้างซ้าย วิธีแก้และสาเหตุที่ควรรู้ – KLARITY
เจาะลึกสาเหตุ ทำไมถึงปวดพร้อมกันทั้งหัวและตา?

1. การอักเสบระดับเซลล์
เมื่อร่างกายเผชิญกับ มลภาวะ ความเครียดสะสม และอาหารแปรรูป จะเกิดอนุมูลอิสระเข้าไปทำลายเซลล์ประสาทและหลอดเลือด การอักเสบเล็กๆ ที่มองไม่เห็นนี้ส่งผลให้ระบบนำส่งกระแสประสาทผิดเพี้ยนไป ทำให้ร่างกายไวต่อความเจ็บปวดมากขึ้น จนกลายเป็นอาการปวดเรื้อรังที่แก้ไม่หายสักที
2. วงจร "นอนกัดฟัน" และความเครียด
ความเครียดไม่ได้หยุดอยู่แค่ในหัว แต่ลามไปถึงกราม! หลายคน นอนกัดฟัน หรือเผลอขบฟันแน่นโดยไม่รู้ตัวขณะเครียด ส่งผลให้กล้ามเนื้อบริเวณกราม (Masseter) และขมับ (Temporalis) ทำงานหนักเกินไป แรงกดมหาศาลนี้จะส่งสัญญาณความปวดร้าวขึ้นไปที่ขมับ รอบดวงตา และท้ายทอย กลายเป็นอาการปวดหัวตึ้บที่สัมพันธ์กับโครงสร้างใบหน้า
3. ไมเกรนกับการขยายตัวของหลอดเลือด
สำหรับชาวไมเกรน ระบบประสาทมักจะไวต่อสิ่งเร้าเป็นพิเศษ เมื่อเจอแสงจ้า กลิ่นฉุน หรือความเหนื่อยล้า หลอดเลือดในสมองจะเกิดการขยายตัวและอักเสบ ซึ่งเส้นประสาทที่รับผิดชอบความรู้สึกบริเวณใบหน้าและดวงตา (Trigeminal Nerve) จะถูกกระตุ้น ทำให้เกิดอาการปวดตุ้บ ๆ ที่เบ้าตา หรือปวดหัวข้างเดียวอย่างรุนแรง
4. การใช้สายตาหนักและแสงสีฟ้า (Digital Eye Strain)
ในยุคที่เราจ้องหน้าจอตลอดเวลา กล้ามเนื้อตาต้องเพ่งปรับโฟกัสอย่างหนัก (Ciliary Muscle Strain) ประกอบกับ แสงสีฟ้า ที่กระตุ้นการสร้างอนุมูลอิสระในดวงตา ทำให้ตาแห้ง พล่ามัว และลามไปสู่การปวดกระบอกตาอย่างเลี่ยงไม่ได้
5. การขาดสมดุลของไขมันดี
สมองประกอบด้วยไขมันเกือบ 60% หากร่างกายขาดกรดไขมันจำเป็นอย่าง Omega-3 จะทำให้ผนังเซลล์ประสาทไม่ยืดหยุ่น การไหลเวียนเลือดในสมองติดขัด และสูญเสียเกราะป้องกันการอักเสบ ทำให้คุณปวดหัวได้ง่ายกว่าปกติแม้เจอสิ่งเร้าเพียงเล็กน้อย
วิธีรับมือและป้องกันอาการปวดหัวในระยะยาว
การทานยาแก้ปวดอาจช่วยได้ชั่วคราว แต่การแก้ที่ต้นเหตุคือหัวใจสำคัญ
- กฎ 20-20-20 พักสายตาทุก 20 นาที โดยมองออกไปไกล 20 ฟุต เป็นเวลา 20 วินาที
- ปรับท่านั่งทำงาน หน้าจอควรอยู่ในระดับสายตา เพื่อลดการเกร็งของกล้ามเนื้อคอและบ่าที่ส่งผลต่อการปวดขมับ
- เติมสารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูง เพื่อลดการอักเสบของระบบประสาทและดวงตา
อยากสมองดีต้องรู้! 7 อาหารบำรุงสมอง คลายเครียด ปรับสมดุลสมอง | KLARITY
KLARITY แนะนำการฟื้นฟูจากภายในด้วย "Super Nutrient"
ที่ KLARITY เราเชื่อในการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน หากคุณมีอาการปวดหัว ปวดเบ้าตา หรือปวดขมับเป็นประจำ การเติมสารอาหารที่ตรงจุดจะช่วยฟื้นฟูระบบประสาทให้กลับมาสมดุลอีกครั้ง
ทำไมต้อง Omega-3 และ Astaxanthin?
การผสมผสานของสองสารอาหารนี้คือ "The Perfect Match" สำหรับการดูแลสมองและสายต
- Omega-3 (EPA & DHA) ช่วยลดการอักเสบของหลอดเลือดในสมอง และเสริมสร้างความแข็งแรงของปลอกหุ้มเส้นประสาท ทำให้การส่งสัญญาณประสาทลื่นไหล ลดโอกาสการเกิดไมเกรน
- Astaxanthin ราชาแห่งสารต้านอนุมูลอิสระ มีคุณสมบัติพิเศษที่สามารถผ่านด่านกั้นเลือดเข้าสู่สมอง (Blood-Brain Barrier) และดวงตาได้โดยตรง ช่วยลดความล้าของกล้ามเนื้อตาและป้องกันเซลล์ประสาทถูกทำลาย

KLARITY Omega-3 Norway Ultra + Astaxanthin
เราคัดสรรน้ำมันปลาบริสุทธิ์จากนอร์เวย์ KLARITY Omega-3 Norway Ultra + Astaxanthin ที่มีความเข้มข้นสูงสุด ผสานกับ Astaxanthin เกรดพรีเมียม เพื่อตอบโจทย์ผู้ที่ต้องใช้สมองและสายตาอย่างหนักในปัจจุบัน
KLARITY Tips การทาน Omega-3 ควบคู่กับ Astaxanthin เป็นประจำ ไม่เพียงแต่ช่วยเรื่องอาการปวดหัว แต่ยังช่วยเสริมสมาธิ (Focus) และชะลอความเสื่อมของดวงตาจากแสงสีฟ้าได้อย่างดีเยี่ยม

เมื่อไหร่ที่ควรไปพบแพทย์?
หากคุณลองปรับพฤติกรรมและเสริมสารอาหารแล้วแต่อาการไม่ดีขึ้น หรือมีสัญญาณอันตราย (Red Flags) ดังนี้ ควรปรึกษาแพทย์ทันที
- ปวดหัวรุนแรงเฉียบพลันแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
- มีอาการแขนขาอ่อนแรง หรือปากเบี้ยวร่วมด้วย
- การมองเห็นผิดปกติอย่างรวดเร็ว เช่น เห็นภาพซ้อนหรือตาบอดชั่วขณะ
- ปวดหัวร่วมกับอาการไข้สูงและคอแข็งเกร็ง
สรุป
อาการ ปวดหัว ปวดเบ้าตา ปวดขมับ ไม่ใช่เรื่องปกติที่ต้องทน แต่อยู่ที่การเลือกปรับสมดุลชีวิตและสารอาหารให้ร่างกาย การดูแลระบบประสาทและหลอดเลือดให้สะอาดและแข็งแรงด้วย KLARITY จะช่วยให้คุณกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างสดใสและเต็มประสิทธิภาพในทุกวัน
อยากบอกลาอาการปวดหัวเรื้อรัง? เริ่มต้นดูแลตัวเองวันนี้ด้วยสารอาหารที่ผ่านการรับรองมาตรฐานสากลจาก KLARITY