December 21, 2025
ปวดหัวข้างซ้าย วิธีแก้และสาเหตุที่ควรรู้ | KLARITY
อาการปวดหัวข้างซ้ายเป็นปัญหาที่หลายคนเคยเผชิญ บางครั้งปวดตุบ ๆ บางครั้งปวดตื้อ ๆ จนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน หลายคนอาจสงสัยว่าอาการนี้เกิดจากอะไร อันตรายหรือไม่ และควรดูแลตัวเองอย่างไรให้ถูกวิธี บทความนี้ KLARITY จะพาคุณไปทำความเข้าใจสาเหตุของอาการปวดหัวข้างซ้าย พร้อมแนวทางการแก้ไขและการดูแลสมองอย่างเหมาะสม
ปวดหัวข้างซ้าย คืออะไร?
อาการปวดหัวข้างซ้าย คือความรู้สึกปวดหรือไม่สบายที่เกิดขึ้นบริเวณศีรษะด้านซ้าย อาจเริ่มตั้งแต่ขมับ หน้าผาก ไปจนถึงหลังศีรษะ ความรุนแรงของอาการแตกต่างกันไป ตั้งแต่ปวดเล็กน้อยจนถึงปวดรุนแรงจนทำกิจกรรมไม่ได้
สิ่งสำคัญคือ อาการปวดหัวข้างซ้ายไม่ได้มีสาเหตุเดียว แต่สามารถเกิดจากทั้งปัจจัยทางกาย พฤติกรรมการใช้ชีวิต และสุขภาพของสมอง
สาเหตุที่พบบ่อยของอาการปวดหัวข้างซ้าย

1. ไมเกรน (Migraine)
ไมเกรนเป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ของอาการปวดหัวข้างเดียว โดยมักปวดแบบตุบ ๆ เป็นจังหวะ อาจมีอาการร่วม เช่น คลื่นไส้ อาเจียน แพ้แสง แพ้เสียง หรือเห็นแสงวาบก่อนปวด
ปัจจัยกระตุ้นไมเกรน ได้แก่
- ความเครียด
- การนอนหลับไม่เพียงพอ
- ฮอร์โมนแปรปรวน
- อาหารบางชนิด เช่น ช็อกโกแลต ชีส เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
2. ปวดศีรษะแบบตึงเครียด (Tension Headache)
อาการปวดหัวชนิดนี้มักเกิดจากกล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า ไหล่ เกร็งตัวจากความเครียดหรือการนั่งทำงานท่าเดิมนาน ๆ อาจปวดข้างซ้ายเพียงด้านเดียว หรือปวดทั้งศีรษะ ลักษณะปวดมักเป็นแบบตื้อ ๆ หนัก ๆ
3. การพักผ่อนไม่เพียงพอ
การนอนดึก นอนไม่หลับ หรือคุณภาพการนอนต่ำ ส่งผลโดยตรงต่อการทำงานของสมอง ทำให้สมองล้าและเกิดอาการปวดหัว โดยเฉพาะในช่วงเช้าหลังตื่นนอน
4. ภาวะขาดน้ำ
แม้จะเป็นสาเหตุที่หลายคนมองข้าม แต่การดื่มน้ำน้อยเกินไปทำให้ปริมาณเลือดและออกซิเจนที่ไปเลี้ยงสมองลดลง ส่งผลให้เกิดอาการปวดหัว โดยอาจปวดข้างเดียวหรือทั้งศีรษะ
5. สายตาและการใช้หน้าจอมากเกินไป
การจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือมือถือเป็นเวลานาน ทำให้กล้ามเนื้อตาและระบบประสาทล้าสะสม อาจเกิดอาการปวดหัวข้างซ้ายร่วมกับตาล้า ตาพร่า หรือแสบตา

6. ปัญหาสุขภาพไซนัส
ไซนัสอักเสบอาจทำให้ปวดบริเวณหน้าผาก โหนกแก้ม และศีรษะด้านใดด้านหนึ่ง หากเป็นไซนัสฝั่งซ้าย อาการปวดอาจเกิดเฉพาะข้างซ้าย พร้อมคัดจมูกหรือมีน้ำมูก
7. ฮอร์โมนและความเครียดสะสม
ความเครียดเรื้อรังทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนที่ส่งผลต่อหลอดเลือดในสมอง เมื่อหลอดเลือดหดหรือขยายตัวผิดปกติ อาจกระตุ้นให้เกิดอาการปวดหัวข้างเดียวได้
ปวดหัวข้างซ้าย อันตรายหรือไม่?
ในกรณีส่วนใหญ่ อาการปวดหัวข้างซ้ายมักไม่รุนแรงและสามารถดีขึ้นได้เมื่อปรับพฤติกรรม แต่หากมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ควรรีบพบแพทย์
- ปวดหัวรุนแรงเฉียบพลันแบบไม่เคยเป็นมาก่อน
- ปวดหัวร่วมกับอ่อนแรง แขนขาชา พูดไม่ชัด
- ปวดหัวหลังอุบัติเหตุหรือศีรษะกระแทก
- ปวดหัวต่อเนื่องหลายวันไม่ทุเลา
วิธีบรรเทาและป้องกันอาการปวดหัวข้างซ้ายเบื้องต้น
1. พักผ่อนให้เพียงพอ
การนอนหลับอย่างมีคุณภาพวันละ 7–9 ชั่วโมง ช่วยให้สมองฟื้นฟูและลดโอกาสเกิดอาการปวดหัว ควรเข้านอนและตื่นให้เป็นเวลา
2. ดื่มน้ำให้เพียงพอ
พยายามดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6–8 แก้ว หรือมากกว่านั้นหากทำงานในห้องแอร์หรือออกกำลังกาย
3. พักสายตาจากหน้าจอ
ใช้กฎ 20-20-20 ทุก 20 นาที มองไกล 20 ฟุต นาน 20 วินาที เพื่อช่วยลดความล้าของสายตาและสมอง
4. ผ่อนคลายความเครียด
การฝึกหายใจลึก ๆ ทำสมาธิ โยคะ หรือเดินเบา ๆ สามารถช่วยคลายกล้ามเนื้อและลดอาการปวดหัวได้
5. ประคบร้อนหรือเย็น
หากปวดจากกล้ามเนื้อตึงเครียด การประคบร้อนบริเวณคอและบ่าอาจช่วยได้ แต่หากเป็นไมเกรน บางคนจะรู้สึกดีขึ้นเมื่อประคบเย็น
6. รับประทานอาหารที่ดีต่อสมอง
อาหารที่มีโอเมก้า-3 วิตามินบี และสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดการอักเสบและบำรุงระบบประสาท เช่น ปลา ถั่ว เมล็ดพืช ผักใบเขียว
7. เมื่อใดควรไปพบแพทย์
แม้อาการปวดหัวข้างซ้ายส่วนใหญ่จะไม่รุนแรงและสามารถดูแลตัวเองได้ แต่หากมีอาการปวดบ่อยขึ้น รุนแรงขึ้น หรือมีอาการผิดปกติร่วม เช่น แขนขาอ่อนแรง ชา พูดไม่ชัด คลื่นไส้อาเจียนรุนแรง หรือปวดต่อเนื่องหลายวันโดยไม่ทุเลา ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและรับการรักษาอย่างเหมาะสม
สรุป
อาการปวดหัวข้างซ้ายอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่ความเครียด การพักผ่อนไม่พอ ไปจนถึงไมเกรนและพฤติกรรมการใช้ชีวิต หากอาการไม่รุนแรง สามารถดูแลตัวเองได้ด้วยการปรับไลฟ์สไตล์และดูแลสมองอย่างเหมาะสม แต่หากมีอาการผิดปกติร่วมด้วย ควรปรึกษาแพทย์เพื่อความปลอดภัย
KLARITY เชื่อว่าการเข้าใจสัญญาณของร่างกายและดูแลสมองอย่างถูกวิธี คือกุญแจสำคัญของการมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว