September 23, 2024

DHA คืออะไร? ทำไมถึงสำคัญต่อร่างกาย

DPA คืออะไร

คุณเคยสงสัยไหมว่าทำไมปลาทะเลน้ำลึกถึงเป็นอาหารที่แนะนำให้รับประทาน? คำตอบหนึ่งอยู่ที่สารอาหารสำคัญตัวหนึ่งนั่นคือ "DHA" หรือกรดโดโคซาเฮกซาอีโนอิก แต่หลายคนอาจไม่รู้ว่า DHA คืออะไร? และมีความสำคัญอย่างไร บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับ DHA ให้ดียิ่งขึ้น รวมถึงเหตุผลที่ทำให้ DHA เป็นสารอาหารที่ขาดไม่ได้สำหรับทุกคนในทุกช่วงวัย

DHA คืออะไร?

DHA คืออะไร? ทำไมถึงสำคัญต่อร่างกาย


DHA (Docosahexaenoic Acid) เป็นกรดไขมันโอเมก้า-3 ที่มีความสำคัญต่อการทำงานของสมอง ระบบประสาท และสุขภาพหัวใจ DHA จึงเป็นสารอาหารสำคัญที่ร่างกายไม่สามารถผลิตเองได้ นอกจากนี้ DHA ยังเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาของระบบประสาทตั้งแต่เด็กจนถึงวัยผู้ใหญ่ ทำให้เป็นสารที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมสุขภาพทางกายและทางสมอง ต้องได้รับจากอาหารหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเท่านั้น

DHA สำคัญอย่างไรต่อร่างกาย

DHA ช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบประสาทและสมอง ช่วยในการเรียนรู้และความจำ อีกทั้งยังส่งผลต่อสุขภาพหัวใจ โดยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด นอกจากนี้ DHA ยังช่วยในการพัฒนาของสายตา ทำให้การมองเห็นคมชัดและมีสุขภาพดวงตาที่ดี

DHA กับการทำงานของสมอง

ประมาณ 20–25% ของกรดไขมันทั้งหมดในสมองเป็น DHA และในเยื่อหุ้มเซลล์ประสาท DHA เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้เซลล์มีความยืดหยุ่นและสามารถสื่อสารกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้วยเหตุนี้ DHA จึงมีบทบาทต่อ

  • การเรียนรู้
  • ความจำ
  • สมาธิ
  • การสื่อสารของเซลล์ประสาท
  • การพัฒนาสมองตั้งแต่วัยทารกจนถึงผู้สูงอายุ

แม้ DHA จะมีบทบาทสำคัญต่อสมอง แต่การดูแลสุขภาพสมองยังควรทำควบคู่กับการนอนหลับให้เพียงพอ การออกกำลังกาย และการรับประทานอาหารที่สมดุล

ใครบ้างที่ควรได้รับ DHA ในปริมาณเพียงพอ

  • เด็กทารกและเด็กเล็ก ช่วยในการพัฒนาสมองและการมองเห็น
  • หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร ส่งเสริมการพัฒนาของทารกในครรภ์และเพิ่มคุณภาพของน้ำนม
  • ผู้สูงอายุ ช่วยป้องกันภาวะเสื่อมสภาพของสมองและช่วยเสริมความจำ
  • ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพหัวใจ DHA มีบทบาทในการลดการอักเสบและลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ

DHA พบได้จากอาหารอะไรบ้าง?

แม้ร่างกายจะสามารถเปลี่ยนกรดไขมัน ALA จากพืชให้เป็น DHA ได้ แต่ประสิทธิภาพในการเปลี่ยนค่อนข้างจำกัด ดังนั้นการได้รับ DHA โดยตรงจากอาหารจึงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพกว่า

อาหารที่เป็นแหล่งของ DHA ได้แก่

  • ปลาแซลมอน
  • ปลาทู
  • ปลาแมคเคอเรล
  • ปลาซาร์ดีน
  • ปลาทูน่า
  • ไข่ที่เสริมโอเมก้า-3
  • สาหร่ายทะเลบางชนิด (สำหรับผู้รับประทานมังสวิรัติ)

หากไม่รับประทานปลาเป็นประจำ อาจพิจารณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มี DHA และ EPA ตามความเหมาะสม

วิธีเพิ่ม DHA ให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

การได้รับ DHA ในปริมาณที่เพียงพอเป็นสิ่งสำคัญเพื่อส่งเสริมสุขภาพร่างกาย โดยเฉพาะสมองและหัวใจ ต่อไปนี้คือวิธีเพิ่ม DHA ให้เพียงพอ

  • รับประทานปลาที่มีไขมันสูง

ปลาทะเลที่อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า-3 เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาซาร์ดีน และปลาทู เป็นแหล่งสำคัญของ DHA ควรรับประทานปลาเหล่านี้อย่างน้อย 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อให้ร่างกายได้รับ DHA อย่างเพียงพอ

  • น้ำมันปลา (Fish Oil)

น้ำมันปลาเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่นิยมใช้เพื่อเพิ่มการรับ DHA โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไม่สามารถรับประทานปลาทะเลได้เป็นประจำ การเสริม DHA ด้วยน้ำมันปลาจะช่วยให้ร่างกายได้รับปริมาณที่เหมาะสมควบคู่ไปกับการได้รับ EPA ในปริมาณที่ร่างกายต้องการ

  • อาหารเสริมที่มี DHA

ในกรณีที่ไม่สามารถรับประทานอาหารที่มี DHA ได้เพียงพอ สามารถใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร DHA เพื่อทดแทน โดยเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เช่น ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมโอเมก้า 3 จาก KLARITY ที่ออกแบบมาเพื่อให้ได้ DHA ในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

  • อาหารเสริมสำหรับเด็กและหญิงตั้งครรภ์

หญิงตั้งครรภ์และเด็กทารกควรได้รับ DHA เป็นพิเศษผ่านผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ออกแบบเฉพาะ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาของสมองและระบบประสาท

โอเมก้า 3 นอร์เวย์รายวัน Omega-3 Norway Daily 
มี DHA สูงเหมาะกับคนทุกวัย
Omega-3 Norway Daily  มี DHA สูงเหมาะกับคนทุกวัย
 

สั่งซื้อเลยเพื่อสุขภาพของคุณ!

ข้อควรระวังในการบริโภค DHA

แม้ DHA จะมีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ควรบริโภคในปริมาณที่เหมาะสมตามคำแนะนำของแพทย์ โดยเฉพาะในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หากบริโภคมากเกินไปอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้หรือท้องเสีย นอกจากนี้ DHA มีผลต่อการไหลเวียนของเลือด หากได้รับมากเกินไปอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะเลือดออก 

ผู้ที่ใช้ยาละลายลิ่มเลือดจึงควรปรึกษาแพทย์ก่อน สตรีตั้งครรภ์ก็ควรได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อความปลอดภัย และควรเลือกผลิตภัณฑ์ DHA ที่มีคุณภาพสูงเพื่อหลีกเลี่ยงสารปนเปื้อน

DHA กับ EPA ต่างกันอย่างไร?

เมื่อพูดถึงโอเมก้า-3 หลายคนมักได้ยินชื่อ DHA และ EPA อยู่เสมอ แม้ทั้งสองจะเป็นกรดไขมันโอเมก้า-3 เหมือนกัน แต่มีบทบาทต่อร่างกายแตกต่างกัน

DHA (Docosahexaenoic Acid) เป็นองค์ประกอบสำคัญของสมอง จอประสาทตา และระบบประสาท มีบทบาทในการพัฒนาสมอง การเรียนรู้ ความจำ และการมองเห็น โดยเฉพาะในเด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้สูงอายุ

ส่วน EPA (Eicosapentaenoic Acid) มีบทบาทในการสนับสนุนสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงช่วยรักษาสมดุลของกระบวนการอักเสบในร่างกาย

กล่าวได้ว่า DHA และ EPA ไม่สามารถทดแทนกันได้ การได้รับทั้งสองชนิดในปริมาณที่เหมาะสมจึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการดูแลสุขภาพโดยรวม

สรุป

DHA เป็นสารอาหารสำคัญที่ร่างกายต้องการเพื่อส่งเสริมสุขภาพสมอง หัวใจ และดวงตา การรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วย DHA เช่น ปลาทะเล หรือการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารคุณภาพสูงจาก KLARITY จะช่วยให้ร่างกายได้รับ DHA ในปริมาณที่เพียงพออย่างปลอดภัย

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ DHA (FAQ)

DHA มีบทบาทต่อร่างกายอย่างไร?
DHA (Docosahexaenoic Acid) เป็นกรดไขมันในกลุ่มโอเมก้า-3 ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของสมอง จอประสาทตา และระบบประสาท การได้รับ DHA อย่างเพียงพอมีส่วนช่วยสนับสนุนการทำงานของสมองและการมองเห็น และเมื่อได้รับร่วมกับ EPA ยังเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพหัวใจตามแนวทางโภชนาการ
DHA กับโอเมก้า-3 เหมือนกันหรือไม่?
ไม่เหมือนกัน DHA เป็นกรดไขมันชนิดหนึ่งในกลุ่มโอเมก้า-3 ซึ่งยังประกอบด้วย EPA (Eicosapentaenoic Acid) และ ALA (Alpha-Linolenic Acid) โดย DHA และ EPA พบมากในปลาทะเลและสาหร่ายทะเล ส่วน ALA พบในอาหารจากพืช เช่น เมล็ดแฟลกซ์ เมล็ดเจีย และวอลนัต
DHA สามารถรับประทานทุกวันได้หรือไม่?
โดยทั่วไปสามารถรับประทานได้ทุกวัน หากรับประทานตามปริมาณที่แนะนำบนฉลากผลิตภัณฑ์หรือคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร ผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด หรือมีโรคประจำตัว ควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ก่อนเริ่มใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
หากไม่รับประทานปลา จะได้รับ DHA จากแหล่งใด?
ผู้ที่ไม่รับประทานปลาสามารถเลือกDHA จากสาหร่ายทะเล (Algae Oil) ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของ DHA โดยตรง และเหมาะสำหรับผู้รับประทานมังสวิรัติหรือวีแกน นอกจากนี้ ยังสามารถเลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ระบุปริมาณ DHA บนฉลากอย่างชัดเจน เพื่อให้ได้รับในปริมาณที่เหมาะสม
ควรเลือก DHA หรือ EPA ดี?
DHA และ EPA มีบทบาทแตกต่างกันแต่ทำงานเสริมกัน DHA มีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างของสมอง ดวงตา และระบบประสาท ส่วน EPA มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงกระบวนการอักเสบในร่างกาย ดังนั้น หากต้องการดูแลสุขภาพโดยรวม ผลิตภัณฑ์ที่มีทั้ง DHA และ EPA มักเป็นทางเลือกที่เหมาะสม

Article by

klarity asia