September 27, 2026

Omega-3 TG คืออะไร? ทำไม KLARITY จึงเลือกใช้รูปแบบนี้

Omega-3-TG

เวลาเลือกซื้อน้ำมันปลาหรือ Omega-3 หลายคนอาจเคยเห็นคำว่า TG, rTG หรือ EE อยู่บนฉลาก แต่ไม่แน่ใจว่าคำเหล่านี้ต่างกันอย่างไร และมีผลต่อร่างกายมากแค่ไหน โดยเฉพาะในยุคที่คนไทยหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น การเลือกอาหารเสริมจึงไม่ได้ดูแค่ "มีโอเมก้า 3 หรือไม่" แต่เริ่มดูลึกไปถึงรูปแบบโครงสร้างของ EPA และ DHA ที่ส่งผลต่อการดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย

ที่ KLARITY เราเลือกใช้ Omega-3 ในรูปแบบ TG (Triglyceride) สำหรับทุกผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Omega-3 Norway เพราะเป็นรูปแบบที่ร่างกายคุ้นเคยและมีงานวิจัยรองรับด้านการดูดซึมมาอย่างต่อเนื่อง บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่า Omega-3 TG คืออะไร ต่างจาก rTG และ EE อย่างไร และทำไมรูปแบบนี้จึงเป็นทางเลือกที่ KLARITY มั่นใจ

✓

Key Takeaway

Omega-3 TG คือรูปแบบที่ EPA และ DHA จับอยู่กับโครงสร้างไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับที่ร่างกายพบตามธรรมชาติในปลาทะเล งานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่ารูปแบบ TG และ rTG มีอัตราการดูดซึมที่ดีกว่า รูปแบบ EE (Ethyl Ester) โดยเฉพาะเมื่อเทียบกันในสภาวะเดียวกัน นี่คือเหตุผลหลักที่ KLARITY เลือกใช้ TG ในการผลิตผลิตภัณฑ์ Omega-3 Norway ทุกสูตร

Omega-3 TG คืออะไร?

Omega-3 TG ย่อมาจาก Omega-3 ในรูปแบบ Triglyceride หรือไตรกลีเซอไรด์ ในระดับโครงสร้าง ไตรกลีเซอไรด์ประกอบด้วยกลีเซอรอล 1 โมเลกุลที่เชื่อมกับกรดไขมัน 3 โมเลกุล โดยในน้ำมันปลาที่มีโอเมก้า 3 หนึ่งในกรดไขมันเหล่านั้นอาจเป็น EPA หรือ DHA

จุดสำคัญคือ นี่คือรูปแบบที่ร่างกายมนุษย์คุ้นเคยที่สุด เพราะเป็นรูปแบบเดียวกับที่พบได้ตามธรรมชาติเมื่อเรารับประทานปลาทะเล ระบบย่อยอาหารของเราจึงมีเอนไซม์ที่พร้อมย่อยไขมันรูปแบบนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพอยู่แล้ว

สำหรับคนที่อยากทำความเข้าใจพื้นฐานก่อนว่าโอเมก้า 3 คืออะไร สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ โอเมก้า 3

น้ำมันปลา TG, rTG และ EE ต่างกันอย่างไร?

เวลาพูดถึงรูปแบบของน้ำมันปลา หลัก ๆ จะพบ 3 รูปแบบ ได้แก่ TG, rTG และ EE

รูปแบบ ชื่อเต็ม ลักษณะสำคัญ
TG Triglyceride รูปแบบไขมันธรรมชาติที่พบในน้ำมันปลา ร่างกายคุ้นเคยและย่อยได้ตรงไปตรงมา
rTG Re-esterified Triglyceride นำ TG ธรรมชาติมาเพิ่มความเข้มข้นของ EPA/DHA แล้วเปลี่ยนกลับมาอยู่ในรูป TG อีกครั้ง จึงได้ทั้งความเข้มข้นสูงและโครงสร้างที่ร่างกายคุ้นเคย
EE Ethyl Ester EPA/DHA อยู่ในรูปเอทิลเอสเตอร์ ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ไม่พบตามธรรมชาติ ต้องผ่านขั้นตอนย่อยเพิ่มก่อนร่างกายจะดูดซึมไปใช้ได้

ความแตกต่างไม่ได้หมายความว่า TG ดี ส่วน EE ไม่ดี เพราะแต่ละรูปแบบถูกนำมาใช้ด้วยเหตุผลด้านการผลิตและความเข้มข้นของ EPA/DHA ที่แตกต่างกัน

สิ่งที่สำคัญกว่าการเห็นคำว่า TG หรือ EE บนฉลากคือ การดูภาพรวมของผลิตภัณฑ์ เช่น ปริมาณ EPA และ DHA ต่อหนึ่งหน่วยบริโภค แหล่งวัตถุดิบ คุณภาพ และมาตรฐานการผลิต

Omega-3 TG ดูดซึมดีกว่าจริงหรือไม่? งานวิจัยว่าอย่างไร

นี่คือคำถามที่คนสนใจมากที่สุด และเป็นเหตุผลที่ KLARITY เลือกใช้ TG อย่างจริงจัง

ในระดับโครงสร้างและเอนไซม์

ร่างกายย่อยไขมันด้วยเอนไซม์ไลเปสที่ทำงานกับพันธะเอสเทอร์ของไตรกลีเซอไรด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเป็นรูปแบบที่ระบบย่อยอาหารพบเป็นประจำจากอาหารทั่วไป ในขณะที่ EE เป็นโครงสร้างสังเคราะห์ที่เอนไซม์ย่อยได้ช้ากว่า และการย่อยที่ไม่สมบูรณ์อาจทำให้ EPA/DHA ถูกดูดซึมไปใช้ได้น้อยลง

ในระดับงานวิจัย

มีข้อมูลเก่าที่อ้างอิงกันมานานว่าประสิทธิภาพการดูดซึมของ EPA ในรูป TG อยู่ที่ประมาณ 90% เทียบกับรูป EE ที่ประมาณ 60% แม้ตัวเลขนี้จะมาจากงานวิจัยยุคแรก ๆ และควรตีความอย่างระมัดระวัง แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้วงการอาหารเสริมโอเมก้า 3 หันมาสนใจรูปแบบ TG/rTG มากขึ้น

การศึกษาทดลองแบบสุ่มของ Laidlaw และคณะ (ตีพิมพ์ใน Lipids in Health and Disease, 2014) ได้เปรียบเทียบระดับ EPA ในเลือดของผู้เข้าร่วมที่รับประทานน้ำมันปลาเข้มข้นชนิด rTG เทียบกับน้ำมันคริลล์และน้ำมันแซลมอน โดยพบว่ากลุ่มที่รับประทานน้ำมันปลา rTG เข้มข้นมีเปอร์เซ็นต์ EPA ในเลือดเพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มน้ำมันคริลล์และน้ำมันแซลมอนอย่างชัดเจน และตัวชี้วัดด้านสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดก็ดีขึ้นมากกว่ากลุ่มอื่นเช่นกัน

งานทบทวนวรรณกรรมในวารสาร Nutritional Outlook ก็สรุปไปในทิศทางเดียวกันว่ามีข้อมูลบ่งชี้ถึงอัตราการดูดซึมของ EPA ในรูปไตรกลีเซอไรด์ที่สูงกว่ารูปเอทิลเอสเตอร์ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกันภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน

i

หมายเหตุ: วงการวิจัยโอเมก้า 3 ยังคงมีการศึกษารูปแบบใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น กรดไขมันอิสระ (Free Fatty Acid) หรือโมโนกลีเซอไรด์ ซึ่งบางการศึกษาระบุว่าอาจมีการดูดซึมที่สูงกว่า TG ในบางเงื่อนไข อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกันในกลุ่มรูปแบบที่ใช้แพร่หลายในอาหารเสริมทั่วไป อย่าง TG และ EE งานวิจัยส่วนใหญ่ค่อนข้างสอดคล้องกันว่า TG/rTG มีข้อได้เปรียบด้านการดูดซึม

TG กับ rTG เหมือนกันไหม?

แม้จะมีคำว่า TG เหมือนกัน แต่ TG และ rTG ไม่ได้เป็นสิ่งเดียวกันทั้งหมด

  • TG = รูปแบบไตรกลีเซอไรด์ตามธรรมชาติ พบได้ในน้ำมันปลาทั่วไป แต่ความเข้มข้นของ EPA/DHA มักไม่สูงมากนัก
  • rTG = นำน้ำมันปลามาผ่านกระบวนการเพิ่มความเข้มข้นของ EPA/DHA ก่อน แล้วจึงเปลี่ยนโครงสร้างกลับมาเป็นไตรกลีเซอไรด์อีกครั้ง

จุดเด่นของ rTG คือได้ทั้ง "ความเข้มข้นสูง" แบบที่มักพบในกระบวนการผลิตขั้นสูง และ "โครงสร้างไตรกลีเซอไรด์" ที่ร่างกายคุ้นเคยและดูดซึมได้ดี จึงเป็นเหตุผลที่ผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียมจำนวนมาก รวมถึงสูตรของ KLARITY เลือกใช้ rTG เพื่อให้ได้ทั้งปริมาณ EPA/DHA ต่อแคปซูลที่สูง และการดูดซึมที่ร่างกายทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

TG กับ rTG เหมือนกันไหม

น้ำมันปลา Omega-3 EE ทำไมยังมีคนใช้?

EE หรือ Ethyl Ester เป็นรูปแบบที่ผู้ผลิตนิยมใช้ในขั้นตอนการทำให้ EPA/DHA เข้มข้นขึ้น เพราะกระบวนการทางเคมีทำได้ง่ายและต้นทุนต่ำกว่า จึงพบได้บ่อยในผลิตภัณฑ์ราคาประหยัดถึงกลาง ข้อดีคือสามารถผลิตให้มีความเข้มข้นของ EPA/DHA สูงได้ในต้นทุนที่คุ้มค่า

แต่ข้อจำกัดที่งานวิจัยหลายชิ้นชี้ตรงกันคือ EE เป็นโครงสร้างที่ไม่พบตามธรรมชาติ ร่างกายต้องอาศัยขั้นตอนย่อยเพิ่มเติมก่อนจะดูดซึมไปใช้ได้ ทำให้ในหลายการศึกษา ระดับ EPA/DHA ในเลือดหลังรับประทาน EE มักขึ้นช้ากว่าและได้น้อยกว่ารูป TG เมื่อให้ในปริมาณเท่ากัน

เปรียบเทียบ Omega-3 TG กับ EE แบบเข้าใจง่าย

หัวข้อ Omega-3 TG / rTG Omega-3 EE
โครงสร้าง Triglyceride (ธรรมชาติ) Ethyl Ester (สังเคราะห์)
พบตามธรรมชาติในน้ำมันปลา ✓ ✗
ความคุ้นเคยของร่างกายในการย่อย สูง (เหมือนไขมันจากอาหารทั่วไป) ต่ำกว่า (ต้องผ่านการย่อยเพิ่ม)
แนวโน้มการดูดซึมจากงานวิจัย มีแนวโน้มดูดซึมได้ดีกว่าในหลายการศึกษา มีแนวโน้มดูดซึมได้น้อยกว่าในสภาวะเดียวกัน
ความเข้มข้นของ EPA/DHA ที่ทำได้ สูงได้ (โดยเฉพาะ rTG) สูงได้เช่นกัน
ต้นทุนการผลิต สูงกว่า ต่ำกว่า
✓
ทำไม KLARITY จึงเลือกใช้รูปแบบ rTG?

ตารางนี้เป็นเหตุผลว่าทำไม KLARITY จึงยอมรับต้นทุนการผลิตที่สูงกว่า เพื่อเลือกใช้รูปแบบ rTG แทนที่จะใช้ EE ที่ต้นทุนถูกกว่า เพราะเราให้ความสำคัญกับสิ่งที่ร่างกายผู้บริโภคจะได้รับจริง มากกว่าการลดต้นทุนการผลิต

ทำไม KLARITY จึงเลือกใช้ Omega-3 rTG

ผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม KLARITY Omega-3 Norway Daily และ KLARITY Omega-3 Norway Ultra + Astaxanthin ทั้งสองสูตรใช้น้ำมันปลาในรูปแบบ rTG จากแหล่งวัตถุดิบประเทศนอร์เวย์ ด้วยเหตุผลหลัก 3 ข้อ

  1. โครงสร้างที่ร่างกายคุ้นเคย rTG มีโครงสร้างไตรกลีเซอไรด์เดียวกับที่ร่างกายพบตามธรรมชาติ ทำให้กระบวนการย่อยและดูดซึมเป็นไปตามกลไกปกติของร่างกาย
  2. มีงานวิจัยรองรับด้านการดูดซึม ดังที่กล่าวไปข้างต้น มีการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่าเมื่อเทียบกับ EE รูปแบบ TG/rTG มีแนวโน้มให้ระดับ EPA ในเลือดที่สูงกว่าในสภาวะเดียวกัน
  3. ยกระดับ Omega-3 Index ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะการที่ร่างกายดูดซึม EPA/DHA ไปใช้ได้จริงมากขึ้น ย่อมส่งผลดีต่อการสะสมในระยะยาวมากกว่าการมีปริมาณสูงบนฉลากแต่ดูดซึมได้จำกัด หากต้องการเข้าใจเรื่องนี้เพิ่มเติม สามารถอ่านบทความ Omega-3 Index และ Bioavailability

อย่างไรก็ตาม เราอยากย้ำว่าการเลือกโอเมก้า 3 ที่ดีไม่ได้ดูแค่คำว่า TG บนฉลากอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาควบคู่กับปริมาณ EPA/DHA ต่อหนึ่งหน่วยบริโภค แหล่งวัตถุดิบ และมาตรฐานการตรวจสอบคุณภาพ เช่น การตรวจสอบโดยห้องปฏิบัติการอิสระอย่าง Eurofins เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์และปริมาณโลหะหนักที่ปลอดภัย

สรุป

Omega-3 TG คือรูปแบบไตรกลีเซอไรด์ตามธรรมชาติที่ร่างกายคุ้นเคยและมีงานวิจัยหลายชิ้นสนับสนุนด้านการดูดซึมเมื่อเทียบกับรูป EE ส่วน rTG คือการต่อยอด TG ให้มีความเข้มข้นของ EPA/DHA สูงขึ้นโดยยังคงโครงสร้างที่ร่างกายดูดซึมได้ดี นี่คือเหตุผลที่ KLARITY เลือกใช้ rTG ในทุกผลิตภัณฑ์กลุ่ม Omega-3 Norway เพื่อให้มั่นใจว่าโอเมก้า 3 ที่ลูกค้าได้รับจะถูกร่างกายนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนฉลาก

แหล่งอ้างอิงงานวิจัย

  • Laidlaw, M., Cockerline, C. A., & Rowe, W. J. (2014). A randomized clinical trial to determine the efficacy of manufacturers' recommended doses of omega-3 fatty acids from different sources in facilitating cardiovascular disease risk reduction. Lipids in Health and Disease, 13(1), 99.
  • Nutritional Outlook. Comparing Omega-3 Bioavailability. (บทความทบทวนวรรณกรรมด้านรูปแบบ EPA/DHA และการดูดซึม)
  • Dyerberg, J. et al. (2010). Bioavailability of marine n-3 fatty acid formulations. Prostaglandins, Leukotrienes and Essential Fatty Acids (ข้อมูลอ้างอิงเรื่องประสิทธิภาพการดูดซึมของ TG เทียบกับ EE ที่มีการอ้างอิงกันในวงการ)

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเริ่มรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทุกครั้ง โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือรับประทานยาละลายลิ่มเลือด

Article by

klarity asia