January 24, 2026
เช็กด่วน! 10 อาการเตือนโรคหัวใจ สัญญาณอันตรายที่คุณไม่ควรละเลย
โรคหัวใจ คือหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของประชากรทั่วโลกและในประเทศไทย ความน่ากลัวของโรคนี้คือหลายครั้งมัก "ไม่แสดงอาการ" อย่างชัดเจนจนกว่าจะถึงขั้นวิกฤต หรือที่หลายคนเรียกว่า "เพชฌฆาตเงียบ" อย่างไรก็ตาม ร่างกายมักจะส่งสัญญาณเตือนบางอย่างออกมาล่วงหน้า หากเราหมั่นสังเกตและมีความรู้เบื้องต้น ก็จะสามารถเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรักษาได้ทันท่วงที
ในบทความนี้ KLARITY จะพาคุณไปเจาะลึกกับ 10 อาการเตือนโรคหัวใจ ที่คุณต้องระวัง พร้อมแนวทางการดูแลตัวเองเพื่อลดความเสี่ยงตั้งแต่วันนี้
ทำความเข้าใจ "โรคหัวใจ" ทำไมถึงอันตรายกว่าที่คิด?
ก่อนจะไปดูอาการเตือน เราต้องเข้าใจก่อนว่า "โรคหัวใจ" ไม่ได้มีเพียงประเภทเดียว แต่เป็นกลุ่มโรคที่ส่งผลต่อการทำงานของหัวใจและหลอดเลือด เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือภาวะหัวใจล้มเหลว
ปัญหาหลักมักเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต ความเครียด อาหารที่มีไขมันสูง และการขาดการออกกำลังกาย ซึ่งสะสมจนเกิดคราบไขมัน (Plaque) ไปเกาะตามผนังหลอดเลือด ทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่สะดวก หากหลอดเลือดอุดตันกะทันหันอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจวายเฉียบพลันที่อันตรายถึงชีวิต
10 อาการเตือนโรคหัวใจ สัญญาณอันตรายที่ต้องรีบพบแพทย์
ลองสำรวจตัวเองและคนรอบข้างดูว่า มีอาการเหล่านี้บ่อยครั้งหรือมีอาการรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ หรือไม่?

1. เจ็บแน่นหน้าอก
นี่คืออาการคลาสสิกที่สุดของโรคหัวใจ ผู้ป่วยมักจะรู้สึกเหมือนมีอะไรหนัก ๆ มาทับที่หน้าอก หรือรู้สึกแน่น บีบ ๆ บริเวณกลางอกหรือด้านซ้าย โดยอาการอาจลามไปที่แขน ไหล่ กราม หรือหลัง มักเกิดขึ้นเวลาออกแรงหรือเครียด และจะดีขึ้นเมื่อพัก
2. เหนื่อยง่ายผิดปกติ
หากคุณเริ่มรู้สึกหอบเหนื่อยง่ายจากการทำกิจกรรมปกติที่เคยทำได้ เช่น เดินขึ้นบันไดแค่ชั้นเดียวแล้วเหนื่อยหอบ หรือนั่งพักเฉย ๆ ก็ยังรู้สึกหายใจไม่อิ่ม นี่อาจเป็นสัญญาณว่าหัวใจของคุณเริ่มสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้ไม่เพียงพอ
3. ใจสั่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ
ความรู้สึกเหมือนหัวใจเต้นเร็วเกินไป เต้นรัว เต้นข้ามจังหวะ หรือเต้นสะดุด แม้ไม่ได้ออกกำลังกายหรือตื่นเต้น อาการนี้อาจชี้ถึงโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmia) ซึ่งหากปล่อยไว้จะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองได้
4. หน้ามืด เป็นลม วูบ
อาการวูบหรือเป็นลมอาจเกิดจากความดันโลหิตที่ตกลงอย่างรวดเร็ว หรือหัวใจหยุดเต้นชั่วขณะ ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ หากเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ควรรีบตรวจเช็กหัวใจอย่างละเอียด
5. อ่อนเพลียเรื้อรัง
ความรู้สึกหมดแรง ไม่มีพลังงาน ทั้งที่พักผ่อนเพียงพอ อาการนี้มักพบในผู้หญิงที่เป็นโรคหัวใจบ่อยกว่าผู้ชาย เนื่องจากหัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดผ่านหลอดเลือดที่ตีบแคบ
6. ขา บวมน้ำ
เมื่อหัวใจทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ เลือดจะไหลเวียนกลับสู่หัวใจได้ช้าลง ทำให้เกิดการคั่งของของเหลวตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณเท้า ข้อเท้า และหน้าแข้ง หากใช้นิ้วกดแล้วบุ๋มไม่คืนตัวทันที ควรระวังภาวะหัวใจล้มเหลว
7. ปวดร้าวไปที่กราม คอ หรือแขน
บางครั้งอาการของโรคหัวใจไม่ได้แสดงออกที่หน้าอกโดยตรง แต่ส่งความรู้สึกปวดร้าวไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะแขนซ้าย กรามด้านซ้าย หรือแม้แต่บริเวณสะบักหลัง ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของการส่งสัญญาณประสาทจากหัวใจ
8. เหงื่อออกท่วมตัว
หากคุณมีเหงื่อออกมากผิดปกติเหมือนคนเพิ่งออกกำลังกายเสร็จ ทั้งที่อยู่ในห้องแอร์หรืออากาศเย็น พร้อมกับมีอาการแน่นหน้าอกร่วมด้วย นี่คือสัญญาณอันตรายของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันที่ต้องส่งโรงพยาบาลทันที
9. ไอเรื้อรังแบบมีเสมหะปนเลือด
ในกรณีที่หัวใจทำงานล้มเหลว อาจมีของเหลวรั่วเข้าไปในปอด ทำให้เกิดอาการไอเรื้อรัง และเสมหะอาจมีลักษณะเป็นฟองสีชมพูหรือมีเลือดปน ซึ่งเป็นภาวะที่ค่อนข้างรุนแรง
10. นอนกรนหรือหยุดหายใจขณะหลับ
การนอนกรนเสียงดังและมีจังหวะหยุดหายใจเป็นช่วง ๆ มีความสัมพันธ์โดยตรงกับโรคความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ เพราะจะทำให้ระดับออกซิเจนในเลือดต่ำลงและหัวใจต้องทำงานหนักกว่าปกติในช่วงที่หลับ
ใครบ้างที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยง?
นอกจาก 10 อาการเตือนโรคหัวใจ ที่กล่าวมา ปัจจัยส่วนบุคคลก็มีความสำคัญมาก หากคุณมีปัจจัยเหล่านี้มากกว่า 2 ข้อขึ้นไป ควรหมั่นตรวจสุขภาพหัวใจเป็นประจำ
- อายุและเพศ: ผู้ชายอายุ 45 ปีขึ้นไป และผู้หญิงอายุ 55 ปีขึ้นไป (หรือหลังหมดประจำเดือน)
- พันธุกรรม: มีประวัติครอบครัวสายตรงเป็นโรคหัวใจ
- โรคประจำตัว: ความดันโลหิตสูง, เบาหวาน, ไขมันในเลือดสูง (LDL สูง, HDL ต่ำ)
- พฤติกรรม: สูบบุหรี่จัด, ดื่มแอลกอฮอล์เกินขนาด, ชอบทานของทอดของมัน
- สภาวะทางกายภาพ: โรคอ้วนหรือมีภาวะน้ำหนักเกิน
แนวทางการป้องกันและดูแลหัวใจให้แข็งแรง
เราไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดอาการก่อนถึงจะเริ่มดูแลตัวเอง การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ตั้งแต่วันนี้สามารถลดความเสี่ยงลงได้ถึง 80%
- เลือกรับประทานอาหารที่เป็นมิตรต่อหัวใจ เน้นผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี ไขมันดี และโปรตีนไขมันต่ำ เลี่ยงไขมันทรานส์และโซเดียมสูง
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เน้นการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน อย่างน้อยวันละ 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์
- ควบคุมน้ำหนัก ให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน (BMI 18.5 - 22.9)
- จัดการความเครียด ฝึกสมาธิ พักผ่อนให้เพียงพอ 7-9 ชั่วโมงต่อคืน
- ตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อติดตามระดับน้ำตาลและความดันโลหิต
อ่านบทความที่น่าใจเพิ่ม! โอเมก้า 3 ช่วยลดไตรกลีเซอไรด์และบำรุงหัวใจได้อย่างไร
เสริมสร้างเกราะป้องกันให้หัวใจด้วย KLARITY Omega-3 Norway Daily
นอกจากการปรับพฤติกรรมแล้ว การได้รับสารอาหารที่ช่วยบำรุงหลอดเลือดและหัวใจโดยตรงอย่าง โอเมก้า-3 (Omega-3) ถือเป็นตัวช่วยสำคัญที่วงการแพทย์ให้การยอมรับ เพราะมีส่วนช่วยในการลดระดับไตรกลีเซอไรด์ ลดการอักเสบของหลอดเลือด และช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดียิ่งขึ้น

ขอแนะนำ KLARITY Omega-3 Norway Daily ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ออกแบบมาเพื่อการดูแลหัวใจโดยเฉพาะ
- คุณภาพระดับพรีเมียมจากนอร์เวย์ สกัดจากปลาทะเลน้ำลึกในแหล่งน้ำสะอาดที่สุดของประเทศนอร์เวย์ มั่นใจได้ในความบริสุทธิ์และไร้สารปนเปื้อน
- ความเข้มข้นสูง ให้ปริมาณ EPA และ DHA ในสัดส่วนที่เหมาะสมต่อการดูแลระบบหลอดเลือดและหัวใจ
- มาตรฐานสากล ผ่านกระบวนการผลิตที่ทันสมัย รักษาคุณค่าสารอาหารได้ครบถ้วน
- ดูดซึมง่าย อยู่ในรูปแบบที่ร่างกายนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที ไม่ทิ้งสารตกค้าง
การรับประทาน KLARITY Omega-3 Norway Daily เป็นประจำทุกวัน ควบคู่ไปกับการคุมอาหารและออกกำลังกาย จะช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดภาวะหลอดเลือดอุดตัน และดูแลหัวใจของคุณให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว
สรุป
การสังเกต 10 อาการเตือนโรคหัวใจ เป็นด่านแรกที่จะช่วยรักษาชีวิตคุณและคนที่คุณรักไว้ได้ อย่ามองข้ามอาการเหนื่อยง่าย เจ็บอก หรือใจสั่น เพราะร่างกายกำลังพยายามสื่อสารบางอย่างกับคุณ การหมั่นตรวจเช็กสุขภาพและการเสริมสารอาหารที่จำเป็นอย่าง Omega-3 จากแหล่งที่เชื่อถือได้อย่าง KLARITY คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดเพื่อสุขภาพที่ยืนยาว