อ่านฉลากน้ำมันปลาอย่างไร? แยก Fish Oil, Omega-3 และ EPA+DHA

how to read fish oil label

การอ่านฉลากน้ำมันปลาควรเริ่มจากหน่วยบริโภค แล้วดูปริมาณ EPA และ DHA ต่อจำนวนแคปซูลที่เท่ากันก่อนเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ จากนั้นจึงอ่านส่วนประกอบอื่น วิธีใช้ และคำเตือน เพราะตัวเลขน้ำมันปลารวม หรือ Fish Oil ไม่ใช่ตัวเลขเดียวกับปริมาณ Omega-3

ตัวเลขด้านหน้าขวดอาจช่วยให้เห็นข้อมูลบางส่วนได้รวดเร็ว แต่ยังไม่เพียงพอสำหรับตัดสินใจซื้อ โดยเฉพาะเมื่อไม่ระบุชัดเจนว่าปริมาณนั้นเป็น ต่อเม็ด ต่อหน่วยบริโภค หรือต่อปริมาณที่แนะนำให้รับประทานในหนึ่งวัน 

KLARITY (คลาริตี้) ชวนคุณอ่านฉลากอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อให้เข้าใจว่าแต่ละตัวเลขบอกอะไร และเปรียบเทียบน้ำมันปลาได้จากข้อมูลที่ตรวจสอบได้จริง

ฉลากน้ำมันปลามีข้อมูลอะไรที่ควรอ่านก่อนซื้อ

เมื่อหยิบขวดน้ำมันปลาขึ้นมา ควรอ่านทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยแยก ข้อความแนะนำผลิตภัณฑ์ ออกจาก รายละเอียดส่วนประกอบและการบริโภค

ด้านหน้าขวดอาจแสดงชื่อสูตร ปริมาณน้ำมันปลา หรือข้อความเกี่ยวกับแหล่งผลิต ส่วนด้านหลังขวดหรือกล่องมักเป็นตำแหน่งที่ต้องตรวจรายละเอียดเพิ่มเติม เช่น ส่วนประกอบสำคัญ วิธีรับประทาน คำเตือน และข้อมูลผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า

ข้อมูลฉลากน้ำมันปลาที่ต้องอ่านก่อนซื้อ

ข้อมูลที่ควรตรวจให้ครบก่อนซื้อ ได้แก่

  • ชื่อผลิตภัณฑ์และสูตร
  • หน่วยบริโภค
  • ส่วนประกอบสำคัญ
  • วิธีใช้ แนะนำให้รับประทานอย่างไร 
  • คำเตือน ข้อห้ามหรือข้อควรระวัง
  • ข้อมูลผลิตภัณฑ์ รุ่นผลิต และวันหมดอายุ
  • คำแนะนำการเก็บรักษา 

Fish Oil, Omega-3 และ EPA+DHA ต่างกันอย่างไร?

ปริมาณน้ำมันปลา ไม่เท่ากับปริมาณโอเมก้า 3 และ EPA+DHA เพราะน้ำมันปลามีกรดไขมันหลายชนิด โดยโอเมก้า 3 เป็นส่วนหนึ่งของน้ำมันปลา ส่วน EPA และ DHA เป็นกรดไขมันสองชนิดในกลุ่มโอเมก้า 3

เวลาอ่านฉลาก จึงควรแยกตัวเลขแต่ละรายการให้ชัดเจน และตรวจว่าระบุปริมาณ ต่อ 1 แคปซูล หรือต่อหน่วยบริโภคที่มีกี่แคปซูล ก่อนนำมาเปรียบเทียบกัน

ข้อมูลบนฉลาก หมายถึงอะไร ควรอ่านอย่างไร
Fish Oil หรือน้ำมันปลา ปริมาณน้ำมันปลาทั้งหมด ซึ่งมีทั้งโอเมก้า 3 และกรดไขมันชนิดอื่น น้ำมันปลา 500 มก. ไม่ได้หมายความว่าได้โอเมก้า 3 ทั้งหมด 500 มก.
Omega-3 หรือโอเมก้า 3 รวม ปริมาณกรดไขมันกลุ่มโอเมก้า 3 ทั้งหมด ซึ่งรวม EPA และ DHA อยู่แล้ว ใช้ดูปริมาณโอเมก้า 3 ที่ได้รับ แล้วอ่านปริมาณ EPA และ DHA แยกเพิ่มเติม
EPA กรดไขมันชนิดหนึ่งในกลุ่มโอเมก้า 3 ดูว่าได้รับ EPA กี่มิลลิกรัมต่อแคปซูลหรือต่อหน่วยบริโภค
DHA กรดไขมันอีกชนิดหนึ่งในกลุ่มโอเมก้า 3 ดูว่าได้รับ DHA กี่มิลลิกรัม โดยดูปริมาณต่อจำนวนแคปซูลเดียวกับ EPA
EPA+DHA ปริมาณ EPA และ DHA บวกกัน โดยไม่รวมโอเมก้า 3 ชนิดอื่น บวกได้เมื่อเป็นตัวเลขต่อแคปซูลหรือต่อหน่วยบริโภคเดียวกัน และไม่ต้องนำผลรวมไปบวกกับโอเมก้า 3 รวมอีก

อ่านความหมายเพิ่มเติมได้ในบทความ Fish Oil กับ Omega-3 ต่างกันอย่างไร

ต่อเม็ดกับต่อหน่วยบริโภคต่างกันอย่างไร

  • ต่อเม็ด คือปริมาณในแคปซูลหรือซอฟท์เจล 1 เม็ด
  • ต่อหน่วยบริโภค คือปริมาณตามที่ฉลากกำหนดให้กินในแต่ละครั้ง ซึ่งอาจเป็น 1 เม็ด หรือ 2-3 เม็ดก็ได้ จึงไม่ควรเดาว่าเป็น 1 เม็ดเสมอไป

ตัวอย่าง
ฉลากเขียนว่า “1 หน่วยบริโภค = 2 เม็ด” และ “EPA 360 มก. ต่อหน่วยบริโภค”
แปลว่าคุณกิน 2 เม็ดแล้วได้ EPA 360 มก. ดังนั้นแต่ละเม็ดมี EPA 360 ÷ 2 = 180 มก. ถ้าเผลออ่านว่า 360 มก. คือต่อเม็ด จะเข้าใจผิดไปเท่าตัว

วิธีคำนวณต่อเม็ด (เมื่อฉลากระบุชัดเจน)

  • EPA ต่อเม็ด = EPA ต่อหน่วยบริโภค ÷ จำนวนเม็ดต่อหน่วยบริโภค
  • DHA ต่อเม็ด = DHA ต่อหน่วยบริโภค ÷ จำนวนเม็ดต่อหน่วยบริโภค

ข้อควรระวัง

  • ดูวิธีรับประทานบนฉลากควบคู่ไปด้วย เพราะจะบอกว่าควรกินวันละกี่หน่วยบริโภค
  • ถ้าฉลากไม่บอกว่า 1 หน่วยบริโภคมีกี่เม็ด หรือไม่ชัดว่าตัวเลขเป็นของหน่วยไหน อย่าคำนวณเอง ให้ขอภาพฉลากฉบับปัจจุบัน หรือสอบถามผู้ผลิตให้ยืนยันก่อน

วิธีอ่านฉลากเปรียบเทียบ KLARITY Daily และ Ultra + Astaxanthin 

การเปรียบเทียบ KLARITY Omega-3 Norway Daily กับ KLARITY Omega-3 Norway Ultra + Astaxanthin เริ่มได้จากปริมาณสารสำคัญ ต่อ 1 แคปซูล ตามที่ฉลากทั้งสองสูตรระบุไว้ จากนั้นจึงดูปริมาณโอเมก้า 3, EPA, DHA และส่วนประกอบเพิ่มเติม เพื่อเลือกสูตรให้เหมาะกับความต้องการ

KLARITY Omega-3 Norway Ultra + Astaxanthin ฉลาก
KLARITY Omega-3 Norway Daily ฉลาก

จุดที่ควรแยกให้ออกคือ “ปริมาณน้ำมันปลา” กับ “ปริมาณโอเมก้า 3” เป็นคนละตัวเลข เช่น สูตร Daily มีน้ำมันปลา 500 มก. ให้โอเมก้า 3 รวม 300 มก. ส่วนสูตร Ultra + Astaxanthin มีน้ำมันปลา 700 มก. ให้โอเมก้า 3 รวม 595 มก.

ข้อมูลจากฉลาก KLARITY Omega-3 Norway Daily KLARITY Omega-3 Norway Ultra + Astaxanthin
ฐานการแสดงปริมาณสารสำคัญ ต่อ 1 แคปซูล ต่อ 1 แคปซูล
น้ำมันปลา 500 มก. 700 มก.
โอเมก้า 3 รวม 300 มก. 595 มก.
EPA 150 มก. 336 มก.
DHA 100 มก. 224 มก.
EPA และ DHA รวม 250 มก. 560 มก.
แอสตาแซนธิน – 2 มก. จากสารสกัดสาหร่ายฮีมาโตค็อกคัส พลูวิเอลิส 40 มก.
จำนวนบรรจุ 60 แคปซูล 60 แคปซูล
ประเทศที่ผลิต นอร์เวย์ นอร์เวย์
วิธีรับประทานตามฉลาก วันละ 1 แคปซูล วันละ 1 แคปซูล และดื่มน้ำตามมาก ๆ

ปริมาณ EPA และ DHA รวม คำนวณจากตัวเลขของสารทั้งสองชนิดบนฉลาก โดย EPA และ DHA เป็นส่วนหนึ่งของโอเมก้า 3 รวม จึงไม่ต้องนำไปบวกกับปริมาณโอเมก้า 3 อีกครั้ง

เลือกสูตรไหนให้เหมาะกับคุณ?

KLARITY Omega-3 Norway Daily เป็นตัวเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมโอเมก้า 3 ในชีวิตประจำวัน โดยให้โอเมก้า 3 รวม 300 มก. พร้อม EPA 150 มก. และ DHA 100 มก. ต่อแคปซูล

ส่วน KLARITY Omega-3 Norway Ultra + Astaxanthin เหมาะสำหรับผู้ที่มองหาปริมาณโอเมก้า 3 ต่อแคปซูลสูงขึ้น โดยให้โอเมก้า 3 รวม 595 มก. พร้อม EPA 336 มก. และ DHA 224 มก. รวมถึงแอสตาแซนธิน 2 มก. ในแคปซูลเดียว

การเลือกน้ำมันปลาควรเริ่มจากการอ่านปริมาณสารสำคัญให้ครบ และพิจารณาร่วมกับอาหารที่รับประทานเป็นประจำ เพื่อให้เลือกสูตรได้ตรงความต้องการมากขึ้น

ข้อควรระวังตามฉลากทั้งสองสูตร: เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ปลาทะเลหรือน้ำมันปลา และควรระวังในผู้ที่เลือดแข็งตัวช้า หรือผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือแอสไพริน ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค

น้ำมันปลา KLARITY

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการเลือกน้ำมันปลา

  • ดูแค่ตัวเลข Fish Oil ตัวเลข Fish Oil (เช่น 1,000 มก.) บอกปริมาณน้ำมันปลารวมตามจำนวนแคปซูลที่ฉลากระบุ ไม่ได้บอกว่ามี EPA และ DHA จริง ๆ เท่าไร EPA และ DHA เป็นกรดไขมันที่ควรอ่านปริมาณแยกกัน ให้อ่านบรรทัด EPA และ DHA ที่แยกไว้ในฉลากก่อนนำไปเปรียบเทียบ
  • เทียบตัวเลขโดยไม่ดูว่าอ้างอิงกี่เม็ด ถ้ายี่ห้อ A ระบุ "ต่อเม็ด" แต่ยี่ห้อ B ระบุ "ต่อหน่วยบริโภค (2 เม็ด)" แล้วเอาตัวเลขมาเทียบกันตรง ๆ จะดูเหมือน B แรงกว่า ทั้งที่จริงอาจเท่ากัน เพราะ B นับรวมมา 2 เม็ด ต้องปรับให้อ้างอิงจำนวนเม็ดเท่ากันก่อนเทียบ
  • คิดว่า EPA + DHA = Omega-3 ทั้งหมด Omega-3 รวมอาจมีกรดไขมันชนิดอื่นปนอยู่ด้วย จึงไม่จำเป็นต้องเท่ากับ EPA + DHA ให้อ่านตัวเลขแต่ละรายการตามที่ฉลากเขียน อย่าบวกหรือเติมส่วนต่างเอง ถ้าไม่ชัดเจนให้ถามผู้ผลิต
  • คิดว่าสูตรเข้มข้นดีกับทุกคน ปริมาณสูงไม่ได้แปลว่าเหมาะกับทุกคน ยังต้องดูวิธีรับประทาน ส่วนประกอบอื่น คำเตือน และสภาพสุขภาพของผู้กินด้วย

คำถามที่พบบ่อยเรื่องอ่านฉลากน้ำมันปลา

Fish Oil บนฉลากเท่ากับ Omega-3 หรือไม่?

ไม่เท่ากัน Fish Oil หมายถึงน้ำมันปลารวม ส่วน Omega-3 เป็นกลุ่มกรดไขมันที่อยู่ในน้ำมันปลา ต้องดูรายการส่วนประกอบเพื่อทราบปริมาณ Omega-3, EPA และ DHA ไม่ใช้ตัวเลข Fish Oil แทนกัน

ควรดู EPA กับ DHA แยกกันหรือดูผลรวม?

ควรดูแยกกันก่อน เพื่อทราบรายละเอียดของสูตร แล้วจึงพิจารณาผลรวม EPA+DHA เมื่อทั้งสองตัวเลขใช้หน่วยเดียวกัน และระบุต่อจำนวนแคปซูลเท่ากัน ผลรวมดังกล่าวไม่จำเป็นต้องเท่ากับ Omega-3 ทั้งหมดบนฉลาก

ต่อหนึ่งหน่วยบริโภคหมายถึงหนึ่งเม็ดเสมอไหม?

ไม่เสมอ ต้องอ่านว่าฉลากกำหนดหนึ่งหน่วยบริโภคเป็นกี่เม็ด หากไม่ระบุชัดเจน ยังไม่ควรนำตัวเลขนั้นไปตีความเป็นปริมาณต่อเม็ด

เลข อย. บอกอะไรเกี่ยวกับน้ำมันปลา?

ใช้ประกอบการตรวจสอบข้อมูลการอนุญาตผลิตภัณฑ์ โดยควรตรวจชื่อสินค้า ผู้ประกอบการ และสถานะให้ตรงกัน เลข อย. ไม่ใช่หลักฐานรับรองผลด้านสุขภาพหรือการป้องกันและรักษาโรค

Daily กับ Ultra ควรเปรียบเทียบข้อมูลส่วนไหนก่อน?

เริ่มจากหน่วยบริโภค แล้วดูปริมาณ EPA และ DHA ต่อจำนวนแคปซูลที่เท่ากัน ตามด้วยส่วนประกอบเพิ่มเติม วิธีใช้ และคำเตือน สำหรับ KLARITY ทั้งสองสูตร ฉลากระบุปริมาณสารสำคัญต่อ 1 แคปซูล จึงเปรียบเทียบปริมาณต่อแคปซูลกันได้โดยตรง

สรุปและทางเลือกจาก KLARITY

การอ่านฉลากน้ำมันปลาให้เข้าใจ เริ่มจาก หน่วยบริโภค → EPA → DHA → วิธีใช้ → คำเตือน และแยกปริมาณ Fish Oil ออกจาก Omega-3 ให้ชัดเจน เมื่อเปรียบเทียบปริมาณต่อจำนวนแคปซูลที่เท่ากันแล้ว จึงพิจารณาแหล่งผลิต รูปแบบไขมัน และเอกสารคุณภาพเพิ่มเติม

แหล่งอ้างอิง

Article by

klarity asia